Hachi (2009)

Photobucket

ด้วยโชคชะตาทำให้ในค่ำคืนที่เหน็บหนาว ศาสตราจารย์ ปาร์เกอร์ วิลสัน (ริชาร์ด เกียร์) ได้พบกับลูกสุนัขพันธ์อากิตะโดยบังเอิญที่ชานชลาสถานีรถไฟที่เขาใช้โดยสารอยู่เป็นประจำ เมื่อไม่มีเจ้าของและด้วยความสงสารศาสตราจารย์อุ้มลูกสุนัขพันธ์อากิตะตัวนั้นกลับบ้าน แม้ในตอนแรกภรรยา (โจแอน อลัน) จะไม่พอใจและยืนกรานให้หาเจ้าของให้ลูกสุนัข แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างศาสตราจารย์และลูกสุนัขพันธ์อากิตะที่เริ่มพอกพูกมากขึ้น ทำให้ท้ายที่สุดเธอก็ยอมให้สามีอันเป็นที่รักเก็บเจ้าลูกสุนัขตัวนี้ไว้ ศาสตราจารย์จึงตั้งชื่อให้เจ้าลูกสุนัขพันธ์อากิตะตัวนี้ว่า ฮาชิ ตามสัญลักษณ์บนปลอกคอที่พบในตอนแรก

ต่อมาฮาชิเริ่มเดินตามศาสตราจารย์ไปยังสถานีรถไฟในตอนเช้า และจะกลับมารับในตอนเย็นเพื่อรอรับศาสตราจารย์หลังเลิกงานเป็นประจำทุกวัน จนเป็นที่ชินตาของผู้ที่มาใช้บริการสถานีรถไฟแห่งนั้น รวมถึงผู้ที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นที่เห็นถึงความผูกพันและความจงรักภัคดีของฮาชิที่มีต่อศาสตราจารย์ แต่วันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อศาสตราจารย์เกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ขณะสอนอยู่และจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ครอบครัวของศาสตราจารย์จะพยายามบอกให้ฮาชิเข้าใจ แต่ด้วยความจงรักภัคดีต่อผู้มีพระคุณ ฮาชิยังคงมารอศาสตราจารย์ที่จุดเดิมหน้าสถานีรถไฟเหมือนเช่นทุกวัน โดยเฝ้ารอคอยว่าสักวันศาสตราจารย์จะเดินออกจากประตูสถานีและเดินกลับบ้านพร้อมกันเหมือนทุกครั้ง

Hachi สร้างจากเรื่องจริงของสุนัขพันธ์อากิตะที่ชื่อ ฮาจิโกะ ทีมาถึงโตเกียวพร้อมกับเจ้านายศาสตราจารย์ฮิเดซามุโระ อุเอโนะ แห่งภาควิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยโตเกียว ในปี 1924 ฮาชิ มารอรับส่งเจ้านายที่สถานีรถไฟชิบูยะทุกวันจนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม ปี 1925 ศาสตราจารย์อุเอโนะได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่กระนั้นก็ตาม ฮาชิโกะ ก็ยังมาเฝ้ารอเจ้านายอันเป็นที่รักเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี ก่อนที่จะเสียชีวิตที่หน้าสถานีรถไฟชิบูยะ ด้วยความกตัญญูที่มีต่อเจ้านาย และการได้รับรู้เรื่องราวของฮาชิโกะจากบทความที่ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์อุเอโนะเขียนขึ้น รวมถึงการเผยแพร่ลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ทำให้เรื่องราวของฮาชิโกะโด่งดังและเป็นที่รู้จักทั่วเกาะญี่ปุ่น และเมื่อข่าวการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงความจงรักภัคดีต่อเจ้านายเป็นที่รู้กันทั่วทำให้ประชาชนจำนวนมากเรี่ยไรสิ่งของและเงินทอง เพื่อร่วมกันสร้างรูปหล่อบรอนซ์ ฮาชิโกะ และนำมาตั้งไว้ที่หน้าประตูทางเข้าสถานีรถไฟชิบูยะ จนผู้คนพากันเรียกขานว่า ประตูฮาชิ ในเวลาต่อมา

เรื่องราวของ ฮาชิโกะ ได้เคยมีการนำมาสร้างและหลายต่อหลายครั้งในภาคภาษาญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Hachiko Monogatari หรือ Hachi-Ko (1987) นอกจากนี้ ฮาชิโกะ ยังเคยถูกนำมาใช้เป็นตัวละครในหนังสือสำหรับเด็กชื่อดังหลายเล่ม ตัวอย่างเช่น Hachiko: The True Story of A Loyal Dog ที่เขียนขึ้นโดย พาเมลา เอส. เทอร์เนอร์ และ Hachiko Waits ที่เขียนโดยสโตน เลสเลียร์ นิวแมน โดยทั้งสองเล่มได้รับการตีพิมพ์ในปี 2004 โดยส่วนตัวไม่เคยได้ดูฉบับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่ได้เคยอ่านหนังสือ ฮาจิ รอตราบจนสิ้นใจ (Hachiko Waits) แปลโดยคุณงานพรรณ เวชชาชีวะ และ เรื่องจริงของ ฮาจิ ตำนานสุนัขยอดกตัญญู ที่เขียนโดย อายาโนะ มาซารุ แปลโดย ซัมชาโบ้ ทำให้พอรู้เรื่องราวของสุนัขที่ชื่อ ฮาชิ และเห็นความแตกต่างกับหนัง Hachi ที่เพิ่งดูจบไป

ผู้กำกับลาสเซ อาร์มสตรอม เลือกที่ดำเนินเรื่องราวผ่านการบอกเล่าของเด็กชายที่เป็นหลานของศาสตราจารย์ปาร์เกอร์ วิลสัน ต่อเรื่องราวความทรงจำของ ฮาชิ ที่ได้รับการบอกเล่าจากคุณยาย ซึ่งนำมาใช้เป็นหัวข้อในการพูดหน้าชั้นเรียน หนังใช้การดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการเร้าอารมณ์ในเชิงดรามามากมายตามสไตล์ของหนังฮอลลีวูด ซึ่งก็นับเป็นข้อดีแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อเสียสำหรับเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่รับรู้เรื่องราวความเป็นมากันดีอยู่แล้ว ทำให้ฉากที่ฮาชิมารอรับเจ้านายหน้าสถานีในวันที่ศาสตราจารย์เกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันคนดูจึงไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยมากเท่าที่ควร และด้วยการดำเนินเรื่องแบบนี้ ทำให้ผู้ชมเป็นเสมือนผู้สังเกตการณ์มากกว่าจะเกิดความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของสุนัขนามฮาชิ ส่วนที่ดีที่สุดของหนังก็คงเป็นฉากที่สุดท้ายแล้ว ฮาชิ ก็ได้เจอกับเจ้านายที่เดินออกมาจากประตูสถานีรถไฟ เพื่อมาเจอและรับฮาชิไปอยู่ด้วย หลังจากรอคอยมานานเกือบ 10 ปี ในคืนที่หิมะโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายนั้นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s