ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช: ยุทธนาวี (2011)

Photobucket

หลังประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และสังหารสุระกำมาที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ท. วันชนะ สวัสดี) สร้างความเคียดแค้นแก่พระเจ้านันทบุแรง (จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์) องค์ราชันหงสาวดี ด้วยเกรงว่าการแข็งข้อของอโยธยาจะเป็นเยี่ยงอย่างให้เหล่าประเทศราชที่ขึ้นกับหงสาวดีกระด้างกระเดื่อง แต่ด้วยพระเจ้านันทบุเรงติดศึกอังวะ จึงส่งเพียงพระยาพะลืม (ครรชิต ขวัญประชา) และพระเจ้าเชียงใหม่ นรธา เมงสอ (ชลิต เฟื่องอารมย์) เข้าตี ขณะเดียวกันเจ้ากรุงละแวก (เศรษฐา ศิระฉายา) ได้ส่งพระยาจีนจันตุ (ชูชาติ ทรัพย์สุทธิพร) มาสืบความที่อโยธยาแต่ถูกจับพิรุธได้จึงลอบตีสำเภาหนีกลับ ทำให้สมเด็จพระนเรศวรนำทัพเรือออกติดตามจนเกิดเป็นยุทธนาวี เจ้ากรุงละแวกเห็นการณ์เช่นนั้นจึงเปลี่ยนพระทัยมาสมานสัมพันธไมตรีกับอโยธยา และส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราช (ดิลก ทองวัฒนา) อนุชาเข้าช่วยทำศึกหงสา แม้ว่าพระศรีสุพรรณไม่คิดผูกไมตรีด้วยก็ตาม

ด้านพระเจ้านันทบุเรงทรงมีใจพิศวาสพระสุพรรณกลัยา (เกรช มหาดำรงค์กุล) พระพี่นางในสมเด็จพระนเรศวร พระเจ้านันทบุเรงทรงข่มขู่บีบบังคับให้เลือกระหว่างยอมพลีกายถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา หรือถูกย่างสดตามโทษานุโทษของพระอนุชา ขณะเดียวกันสมเด็จพระนเรศวรโปรดให้เทครัวแคว้นหัวเมืองเหนือลงมารวมกับอโยธยา แต่เจ้าเมืองพิชัยและเจ้าเมืองสวรรคโลกแข็งเมืองไม่ทำตามพระประสงค์ ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงเข้ายึดเมือง และลงทัณฑ์เพื่อไม่ได้เป็นเยี่ยงอย่าง พร้อมปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยทรงจัดทัพออกรับศึกกับพระยาพะลืมที่เมืองสุพรรณบุรี จากนั้นจึงเทกำลังเข้าตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่ภายหลัง

หลังจากเลื่อนมาหลายครั้งตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3 ก็ได้เข้าฉายเสียที โดยในภาคยุทธนาวีนี้ห่างจากภาคประกาศอิสรภาพถึง 4 ปีเต็ม ด้วยความประณีตในการสร้าง โดยเฉพาะฉากการไล่ล่าพระจีนจันตุ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดขายในภาคนี้ แต่ทว่าภาพที่ออกมามันดูห่างไกลจากคำว่าจุดขายเยอะพอสมควร เพราะฉากการไล่ล่าทางน้ำน่าจะเป็นฉากหนึ่งที่มีความตื่นเต้น และแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนเรศวรในการทำสงครามทางน้ำ แต่สิ่งที่ปรากฎกลับกลายเป็นฉากที่น่าเบื่อที่สุด การดำเนินเรื่องเนิบนาบและเชื่องช้า รวมถึงดนตรีประกอบที่ไม่ทำให้ตื่นเต้นหรืออลังการแต่อย่างใด และการที่หนังดูจะยาวเกินความจำเป็น หากรวบรัดในบางฉากบางตอน หนังน่าจะมีความกระชับมากกว่า

หนังพยายามแสดงให้เห็นถึงวีรกรรม และความเสียสละของบรรพบุรุษ ที่พยายามปกปักรักษาผืนแผ่นดินและความเป็นเอกราชไว้ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามจากภายนอกไม่น่ากลัวเท่ากับภัยคุกคามที่เกิดจากภายใน แต่ดูเหมือนคนไทยจะลืมเลือนเรื่องราวเหล่านี้ไปจากใจ ราวกับว่ามันเป็นเพียงตำนานที่ผ่านแล้วผ่านไปไม่ได้มีความสำคัญอะไร คงเหมือนกับในตอนท้ายที่พระนเรศวรตรัสกับพระเอกาทศรถว่า “การได้มาซึ่งอิสระภาพว่ายากแล้ว แต่การจะรักษาอิสระภาพนั้นสิยากกว่า”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s