Iron Man 2 (2010)

Photobucket

หลังจากประกาศให้คนทั่วโลกได้รู้ถึงตัวตนหลังโฉมหน้ากากเหล็ก โทนี่ สต๊าค มหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ต้องทนรับแรงกดดันจากรัฐบาล ที่ต้องการให้โทนี่มอบชุดเกราะเหล็กให้เป็นสมบัติทางทหาร รวมถึงบริษัทคู่แข่งอย่าง จัสติน แฮมเมอร์ นักธุรกิจจอมละโมบที่ต้องการเทคโนโลยีในการสร้างชุดเกราะเหล็ก เพื่อนำมาขายต่อให้กับกองทัพ (รวมถึงใครก็ได้ที่มีเงินและต้องการ) แต่โทนี่ปฎิเสธเนื่องจากเกรงว่าเทคโนโลยีดังกล่างจะตกอยู่ในมือของคนผิด ซึ่งจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยสงครามและการทำลายล้าง รวมถึงการที่เขาต้องพยายามรักษาชีวิตโดยการหาธาตุแหล่งกำเนิดพลังงานใหม่มาแทนที่ของเก่าที่ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอลง และหยิบยื่นความตายให้แก่เขาทุกนาที พร้อมกับการปรากฎตัวของศัตรูอย่าง ไอเวน เวนโก๊ะ หรือ ไวแฟลซ ที่มีอาวุธที่เป็นแส้ไฟฟ้า ที่สร้างจากเทคโนโลยีเดียวกับชุดเกราะเหล็ก อีกทั้งเลขาคนใหม่ นาตาชา โลมานอฟ ที่สถานะไม่แน่ชัดว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ทำให้โทนี่ต้องรับศึกหนักมากกว่าเดิม

ภาคนี้เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากภาคแรก โดยรวมเนื้อหาและบทยังคงอยู่ในระดับมาตรฐาน และการพัฒนาของตัวละครมีมากขึ้น โรเบิร์ต ดาวนีย์ ยังคงสร้างสีสันให้กับตัวละครอย่างโทนี่ได้เป็ออย่างดี กับลีลายียวนกวนบาทา ติดแต่เพียงในภาคนี้ในบางฉากบางอารมณ์ดูจะสนุกและมันมือมากเกินไปหน่อย จนรู้สึกล้นเกินในบางครั้ง ในชณะที่คนอื่นก็เล่นได้ดีตามระดับมาตรฐานของแต่ละคน แต่ที่ดูเด่นเป็นพิเศษ ก็คงหนีไม่พ้น สการ์เล็ต โจฮานสัน ในบทของนาตาชา ที่เด่นในทุกฉากที่ปรากฎ (ยอมรับว่าเธอสวยและขึ้นกล้องมาก) ไม่ว่าจะเป็นบทเลขา หรือในบทแอคชั่นตอนถอดคราบเป็น แบล็กวิโดว์ ก็ดูไม่เคอะเขิน เพียงแต่บทอาจจะน้อยไปสักนิด และอีกคนก็คือ มิคกี้ โรค กับบท ไอเวน นักฟิสิกชาวรัสเซีย ที่อาศัยน้อยแต่มาก

สิ่งหนึ่งที่ดูจะเพิ่มเข้ามาในภาคนี้ก็คือ การพูดถึงสามัญสำนึกในการปกป้องสังคม ผ่านตัวละครสองตัวอย่าง โทนี และจัสติน ที่ต่างก็เป็นพ่อค้าอาวุธด้วยกันทั้งคู่ ในขณะที่อีกคนต้องการสร้างสันติในสังคม รวมถึงแชร์วิทยาการต่างๆ แก่สาธารณะชน แต่อีกคนกลับต้องการกอบโกยทุกอย่าง ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใดก็ตาม หากบรรลุถึงสิ่งที่ต้องการ ก็ไม่รีรอที่จะลงมือทันที รวมถึงการกัดนักการเมืองที่ไม่สนใจสิ่งใด นอกจากสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง รวมถึงการสร้างภาพแม้ต้องยิ้มแย้มและกอดคอกับคนที่เกลียดขี้หน้าก็ตามที

อย่างไรก็ตามภาคสองนี้ดูจะล้นเกินในหลายๆ ฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากระเบิดวินาศสันตะโร หรือฉากแอคชั่นที่ดูจะยาวเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในฉากตอนท้ายเรื่อง แม้จะมีการเพิ่มบางช่วงของอาการจิตตกของโทนี่เขามา เมื่อรู้ตัวว่าตนเองใกล้ตาย ก็ทำแค่เพียงผิวๆ ไม่ได้เจาะลึกอะไรลงไป (ดูสไปเดอร์แมน 2 เป็นกรณีศึกษา) ทำให้รู้สึกไม่ประทับใจเหมือนในภาคแรก อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงปฎิเสธไม่ได้ว่า Iron Man 2 เป็นหนังป๊อปคอร์นที่ดูสนุกเรื่องหนึ่งประจำปี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s