Cofucius VS The Wolfman

Photobucket

Confucius: ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน (2010)

Confucius จับเอาเหตุการณ์ในช่วงวัยกลางคนของขงจื้อมาบอกเล่า หนังเปิดเรื่องด้วยภาพขงจื้อในวัย 73 ปี ที่กำลังนั่งรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ในวัย 51ที่อ๋องแคว้นหลู่ประทับใจในการทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการของขงจื้อ จึงเรียกมาเป็นที่ปรึกษา เพื่อคอยคานอำนาจสามตระกูลใหญ่ แต่ใช้สติปัญญา บริหารงานราชการ รวมถึงแก้ไขสถานการณ์ ยามแคว้นใกล้เคียงต้องการยึดครองอาณาเขตแคว้นหลู่ ด้วยความเป็นคนตรง ซื่อสัตย์ และรักชาติบ้านเมือง ทำให้ขงจื้อเป็นปฎิปักษ์กับสามตระกลูใหญ่ โดยเฉพาะแม่ทัพ กงซานหนิว ที่โดนหักหน้ากลางที่ประชุมขุนนนาง

แต่ไม่ว่าจะเป็นที่โปรดปรานของเจ้าแคว้นหลู่เพียงใด แต่ขงจื้อก็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก เมื่อมีการตกลงลับๆ ระหว่างเจ้านครชีกับสามตระกูลใหญ่ ที่ให้ไล่ขงจื้ออกไปจากแคว้นหลู่ เพื่อแลกกับการไม่ทำสงคราม ทำให้ขงจื้อต้องระหกระเหิน เร่ร่อนไปตามแคว้นต่างๆ โดยมีศิษย์อย่าง เอี๋ยนหุย และศิษย์คนอื่นๆ ติดตามไปด้วย ทั้งหมดเดินทางมาจนถึงแคว้นเหว่ย ด้วยคำเชิญชวนของสนมเอก หนานจื่อ ทำให้เจ้าแคว้นเหว่ยให้การต้อนรับขับสู่ขงจื้อและคณะเป็นอย่างดี  แต่ด้วยความใกล้ชิดของนาง ทำให้ขงจื้อไม่สามารถอยู่แคว้นเหว่ยได้นาน ทำให้ทั้งหมดต้องออกเดินทางเร่ร่อนไปยังอาณาจักรอื่นๆ ต่อไป

เมื่อแคว้นหลู่โดนแคว้นชีรุกราน สามตระกูลใหญ่จึงออกตามหาขงจื้อ และชักชวนให้กลับมาช่วยปกป้องมาตุภูมิ ตอนแรกขงจื้อไม่ยอมกลับ สามตระกูลจึงขอตัวหย่านฉิว ซึ่งเป็นนักรบฝีมือฉกาจ และเป็นศิษย์เอกอีกคนกลับไปแทน หลังสงครามสงบขงจื้อก็ยังคงเร่ร่อนต่อไป ภายหลังสามตระกูลใหญ่ตามมาพบ จึงเกลี่ยกล่อมให้ขงจื้อกลับแคว้นหลู่ แม้ขงจื้อจะใจอ่อนในที่สุด แต่ก็มีข้อแม้ว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับราชการบ้านเมือง แต่จะขอกลับมาเป็นเพียงอาจารย์สอนหนังสือธรรมดา หลังจากรอนแรมหลายสิบปี ในทีสุดขงจื้อก็เดินทางกลับแคว้นหลู่ในที่สุด และใช้ช่วงชีวิตที่เหลือ เขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งคำสอน ก่อนจะสิ้นอายุขัยในวัย 73 ปี

แม้ว่า Confucius จะพูดถึงเรื่องราวของขงจื้อในช่วงระยะเวลา 22 ปีก่อนสิ้นอายุขัย ทำให้ผู้ชมไม่สามารถรับรู้เรื่องราว ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ผู้ชมสามารถรู้ถึงความเป็นนักคิด และนักปรัชญาของขงจื้อได้ ผ่าน 2-3 ฉากในช่วงต้น ทำให้ความยาวของหนังไม่ยาวเกินที่ควรมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาของหนังเรื่องนี้กลับอยู่ที่การมีตัวละครเยอะ และการนำเสนอช่วงระยะเวลาของเหตุการณ์ต่างๆ ที่กินระยะเวลา 20 กว่าปี ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอยู่ในช่วงเวลาใด ส่วนของนักแสดง แต่ละคนทำหน้าที่ได้ดีตามที่บทเอื้ออำนวย โจวเหวินฟะทำให้ขงจื้อเป็นผู้ใหญ่ที่ดุสุขุม และครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา โจวชุนในบทสนมเอกหนานจื่อ ผู้กุมอำนาจแห่งแคว้นเหว่ย แม้จะมีบทบาทเพียงไม่กี่ฉาก แต่ก็โดดเด่นและสามารถขโมยซีนได้ในทุกฉากที่ปรากฎ ทำให้หนานจื่อเป็นผู้หญิงที่มีดีมากกว่าที่เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก ในแง่ของงานสร้าง ยิ่งใหญ่อัลงการสมกับทุนสร้าง มีบางฉากที่เทคนิคพิเศษยังดูไม่เนียนเท่าไหร่ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการชมขงจื้อต้องเสียไปแต่อย่างใด

Photobucket

The Wolfman ความแตกร้าวภายในครอบครัว (2010)

เรื่องราวของมนุษย์ที่กลายร่างเป็นอมนุษย์หมาป่า ยามพระจันทร์เต็มดวง เป็นอีกหนึ่งอสูรกายคลาสิกของโลกภาพยนตร์ที่มีการนำมาสร้างใหม่ ฉายซ้ำตลอดเวลา สำหรับเวอร์ชั่นใหม่ปี 2010 มีการนำเรื่องราวของมนุษย์หมาป่าขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยคราวนี้หันกลับคืนสู่รากเหง้าตามตำนานดั้งเดิม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังคลาสิกของยูนิเวอร์แซล

The Wolf Man กล่าวถึงเรื่องราวของลอเรนซ์ ทัลบอต ชายหนุ่มผู้มีบาดแผลภายในจิตใจ เนื่องจากการเห็นผู้เป็นแม่ฆ่าตัวตายในวัยเด็ก ทำให้เขาต้องเข้าบำบัดในโรงพยาบาลบ้า ก่อนจะถูกส่งตัวไปอยู่กับญาติที่อเมริกา เมื่อคู่หมั้นของพี่ชาย เกว็น คอนลิฟฟ์ ส่งจดหมายแจ้งข่าวขณะที่เขามาเปิดการแสดงละครเวทีที่ลอนดอน เกี่ยวกับพี่ชายของเขาหายตัวไป ลอเรนซ์จึงต้องกลับมาที่แบล็คมัวร์อีกครั้ง พร้อมกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับเซอร์จอห์นผู้เป็นบิดา ที่นี้เขาพบว่ามีสัตว์ร้ายแฝงกายในป่าใกล้ๆ แบล็คมัวร์คอยทำร้ายผู้คนภายในหมู่บ้าน และเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ชายของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้เขาต้องออกตามล่าเจ้าสัตว์ร้ายที่ว่า ก่อนจะเผชิญหน้ากับมัน และโดนทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จากนั้นลอเรนซ์ก็พบว่า เขาต้องต่อสู้กับสัตว์ร้ายภายในจิตใจของเขา ซึ่งมันกำลังคืบคลานเข้าครอบงำจิตใจของเขา ทำให้เขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ที่ละน้อยๆ และเมื่อนักสืบ เบอร์ลีน เดินมาเพื่อสืบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาต้องแข่งกับเวลาในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

หนังโดดเด่นในการสร้างบรรยากาศอึมครึม และดูไม่น่าไว้วางใจ ผ่านงานสร้างที่เน้นเงามืดตลอดเวลาทั้งเรื่อง เทคนิคพิเศษฉากการแปรงร่างจากคนธรรมดาให้กลายเป็นมนุษย์หมาป่า ก็ทำออกมาได้ดี และดูสยดสยอง น่ากลัว ส่วนของนักแสดง ทุกคนทำหน้าที่ได้ดีไม่ว่าจะเป็น เบนิชิโอ เดล โทโร ในบทลอเรนซ์ แววตาที่ดูสับสนทำให้ตัวละครอย่างลอเรนซ์ดูไม่น่าไว้วางใจ แต่บางครั้งก็ดูเหมือนคนที่สับสนกับสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ กับเรื่องในวัยเด็ก ส่วนเอมิลี่ บลันท์ ในบทเกว็น ก็พอเอาตัวรอดได้ จากบทที่ไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นมากมายนัก จริงๆ บทเกว็นน่าจะให้ความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากกว่านี้ แต่ด้วยบทที่เหมือนแค่ตัวประกอบ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและลอเรนซ์ ดูไม่น่าเชื่อถือ เท่าที่ควร และส่งผลต่อฉากในตอนจบด้วย ส่วนฮิวโก้ วีฟวิง ก็เอาตัวรอดไปได้จากบทนักสืบจากสก็อตแลนด์ยาร์ดท ที่มาสืบสวนคดีประหลาดในแบล็กมัวร์ แต่ที่ต้องยกนิ้วให้ก็คือ เซอร์แอนโธนี ฮ็อปกินส์ในบทเซอร์จอห์นที่ออกมาไม่กี่ฉาก แต่แววตาเจ้าเล่ห์ และการแสดงแต่น้อย ทำให้ท่านเซอร์โดดเด่นในทุกฉากที่ปรากฎตัวออกมา

ส่วนสำคัญที่ The Wolf Man ดูน่าสนใจก็คือ การซ่อนเนื้อหาทางสังคม เรื่องราวการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ที่ส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำก็ตามที เปรียบเสมือนแก้วที่มีรอยร้าว หากเกิดขึ้นแล้ว มันก็คงยากที่จะประสานกลับคืนเหมือนเดิม และแม้จะสามารถประสานรอยร้าวเอาไว้ได้ แต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยเอาไว้ อยู่ที่ว่าคนในครอบครัวจะรับมือกับรอยร้าวที่ว่าอย่างไร โดยไม่ทำให้รอยที่ว่าเกิดขึ้นเพิ่ม ก่อนจะแตกหักอย่างที่จะแก้ไขได้ในที่สุดมากกว่า นั้นคือสิ่งสำคัญ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s