แด่คนดีที่จากไป บัณฑิต ฤทธิ์ถกล (2494-2552)

portait

เริ่มต้นในฐานะนักหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หลังจากนั้นก็ออกมาเขียนบทหนังและบท วิจารณ์หนังในหนังสือรายสัปดาห์ประชาธิปไตย ผ่านนามปากกา “ทองฝาน” ภายหลังจากที่คุณศิลา ยิ่งสุขวัฒนา นักวิจารณ์ประจำหนังสือเสียชีวิต ก่อนจะเขยิบมาเป็นมือเขียนบทให้กับหนังเรื่อง ‘โบตั๋น’ ในปี 2518 ควบคู่ไปกับการทำงานในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหนังไทยอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ‘เสือภูเขา’ (2522), ‘ไอ้ผาง ร.ฟ.ท.’ (2525) และ ‘ทอง ภาค 2’ (2525) จนกระทั่งได้มีโอกาสทำงานในฐานะผู้กำกับหนังไทยเต็มตัวจากเรื่อง ‘คาดเชือก’ ในปี 2526 (แต่หนังออกฉายจริงในปีถัดมา) แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ทำให้คนไทยได้มีผู้กำกับหนุ่มหน้าใหม่ที่ชื่อว่า บัณฑิต ฤทธิ์ถกล หรือคุณอาบัณฑิต

ถึงแม้ว่าผลงานกำกับหนังเรื่องแรกในชีวิตจะไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเก็บรายได้เฉพาะในเขตกรุงเทพไปได้เพียง 3 แสนบาทเท่านั้น (ลงทุนไป 2 ล้าน) แต่ก็ไม่ขาดทุนมากนัก เพราะยังพอขายหนังให้กับสายตามต่างจังหวัดได้ แต่อาบัณฑิตก็ยังอยากทำหนังในแบบที่ตัวเองต้องการ จึงยอมลงทุนด้วยเงินตัวเองที่มีอยู่ในการกำกับหนังเรื่องที่สอง ‘คนดีที่บ้านด่าน’ (2528) แต่ก็ยังประสบความล้มเหลวทางรายได้ อีกทั้งหนังที่รับจ้างกำกับอย่าง ‘มือเหนือเมฆ’ (2527) ก็ไม่ทำเงินตามเป้าที่วางไว้ ทำให้ชีวิตอยู่ในช่วงลำบาก จนบริษัทไฟว์สตาร์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมกับมอบโอกาสในการกำกับหนังเรื่องใหม่ ‘คู่วุ่นวัยหวาน’ (2529) นับว่าเป็นการทำงานร่วมกับบริษัทไฟว์สตาร์เป็นครั้งแรก

หลังจากผลงานกำกับหนังเรื่องที่ 4 ประสบความสำเร็จทางรายได้ อาบัณฑิตก็มีผลงานโดดเด่นออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่นับว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็คงหนีไม่พ้น ‘บุญชู ผู้น่ารัก’ ในปี 2531 (และมีภาคต่อออกมาอีกถึง 5 ตอน ไม่นับตอนย่อยอีก 2 ตอนที่แทรกอยู่ในภาค 5) ถึงแม้ว่าอาบัณฑิตจะมีผลงานกำกับหนังตลาดซะเป็นส่วนใหญ่ แต่หนังตลาดเหล่านี้ก็แฝงแง่คิดของการมองโลกในแง่ดี รวมถึงคติเตือนใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘อนึงคิดถึงพอสังเขป’ (2535) หรือ ‘อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2’ (2539) อาบัณฑิตก็ยังมีผลงานกำกับระดับคุณภาพที่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น ‘ด้วยเกล้า’ (2530), ‘ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44’ (2533), ‘กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้’ (2537) และ ‘สตางค์’ (2543)

หลัง 14 ตุลาสงครามประชาชน แม้อาบัณฑิตจะมีปัญหาสุขภาพ แต่ก็ยังคงมีผลงานกำกับหนังอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการร่วมงานของค่ายใบโพธิ์ ก่อนจะกลับมาร่วมงานกับค่ายไฟว์สตาร์อีกครั้งกับการกลับมาของหนังภาคต่อสุดฮิตอย่าง ‘บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู’ ในปี 2551 และอนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่งในปีถัดมา พร้อมกับการเตรียมงานบุญชูภาคใหม่

อย่างไรก็ตาม อาบัณฑิตก็ไม่สามารถเปิดกล้องบุญชูภาคใหม่ได้ตามที่ใจปรารถนา เพราะเมื่อตอนสายของวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล อาบัณฑิตได้จากโลกนี้ไปด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันขณะกำลังฟอกไตอยู่ที่โรงพยาบาล คงเหลือไว้แต่ผลงานในอดีตที่ทรงคุณค่าต่อวงการหนังไทยในบ้านเรา ให้เราได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีผู้กำกับอารมณ์ดีอย่าง บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

สิ่งที่เหลือไว้ เพียงผลงานที่ควรแก่การจดจำ

เหล่านี้คือผลงานที่โดดเด่นที่ควรค่าแก่การหามาชื่นชมและรำลึกถึงอาบัณฑิตที่จากไป

reply142641_Resize of ด้วยเกล้าด้วยเกล้า (2530) เรื่องราวของ เสาคำ (จรัล มโนเพ็ชร) ชาวนาจากภาคเหนือชาวนา ที่ได้เมล็ดข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งจากพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งทรงนำข้าวจากแปลงทดลองในพระราชวังมาหว่านในพระราชพิธี เมื่อกลับบ้าน แม่เลี้ยงบัวเรียน (นฤมล นิลวรรณ) ได้ขอแบ่งไปเมล็ดหนึ่งเพื่อนำไปบูชา ขณะที่ เสาคำ ใช้เมล็ดข้าวเปลือกที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์

สิบปีต่อมานาของเสาคำก็ปลูกแต่ข้าวที่มีต้นกำเนิดมาจากพระราชพิธีสำคัญนั้น ในช่วงหน้าแล้งการทำนาไม่ค่อยได้ผล ชาวนาขาดทั้งน้ำใช้และน้ำทำนา จึงต้องไปซื้อน้ำจากบ่อน้ำที่มีอยู่เพียงบ่อเดียวในหมู่บ้านของบัวเรียน อีกทั้งต้องนำบ้านและที่ดินไปจำนองเพื่อจะนำเงินมาใช้จ่ายด้วย เสาคำก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย ต่อมาลูกชายของเสาคำได้เข้าทำงานในโครงการพระราชดำริ และดำเนินการจนได้รับพระราชทานฝนเทียม รวมทั้งพาชาวนาเข้าร่วมโครงการเกษตรของในหลวง

เป็นงานในระดับมาสเตอร์พีชของอาบัณฑิต ที่สร้างขึ้นเพื่อเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2529 และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี 2530 และมักจะนำมาฉายให้ได้ดูซ้ำกันทุกปีในวันที่ 5 ธันวาคม เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างสังคมเกษตรกรรมและสังคมทุนนิยม ผ่านตัวละคร และการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจของพระองค์ท่าน

ด้วยเกล้ายังถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียว ที่ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ 9 เพลง อาทิ สายฝน ยามเย็น และ แสงเทียน มาใช้เป็นเพลงนำประกอบ และได้รับรางวัล สุพรรณหงส์ทองคำ ถึง 2 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมทั้งยังได้รับรางวัลพระสุรัสวดี ถึง 2 สาขา คือ ภาพยนตร์เกียรติยศสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

20280-0104กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (2537) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… เด็กๆในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้หนีออกจากบ้าน และแอบเข้าไปเที่ยวเล่นในปราสาท ซึ่งมีแม่มดใจร้ายอยู่ เด็กๆถูกนางแม่มดใจร้ายสาปให้เป็นสัตว์ต่างๆ พอดีเจ้าชายเดินทางผ่านมา จึงใช้ดาบวิเศษช่วยเด็กๆ เหล่านั้น ให้พ้นคำสาปของแม่มด แม่มดได้เสกยักษ์ตาเดียวขึ้นมาจากหลุมตรงเข้าต่อสู้กับเจ้าชายอย่างดุเดือด” นี่เป็นเพียงนิทานที่ดำรง (สันติสุข พรหมศิริ) เล่าให้ลูกทั้งสามฟังเสมอ แต่ในชีวิตจริงเด็กทั้งสามได้พบเหตุการณ์ยิ่งกว่านิทาน เมื่อดำรงและภรรยา (จินตรา สุขพัฒน์) แยกทางกัน เพราะเธอคิดว่า ดำรงมีชู้ ทำให้ครอบครัวที่ดูมีความสุข ต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตาลูกทั้งสามคน จนทำให้ชีวิตของทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม

ถือเป็นงานมาสเตอร์พีชของอาบัณฑิตอีกชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการใช้ภาษาหนัง บทภาพยนตร์ที่แน่นและชัดเจน รวมถึงการนำเสนอความเป็นจริงที่โหดร้ายในสังคมปากกัดตีนถีบ ปัญหาเด็กไร้บ้าน เด็กจรจัด ปัญหายาเสพติด และปัญหาโสเภณีเด็ก (ในยุคนั้น) ที่ออกมากลมกล่อม และที่สำคัญหนังไม่ประนีประนอมกับคนดูเลยแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าหนังจะได้รับสามรางวัลใหญ่ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) จากงานประกวดภาพยนตร์แห่งชาติ รางวัลสุพรรณหงส์ แต่หนังกลับล้มเหลวทางด้านรายได้เมื่อออกฉาย ทำให้หนังได้ชื่อว่า หนังดีที่ไม่มีคนดู เรื่องหนึ่งของวงการหนังไทย

ProThum822551114151ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44 (2533) เรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิงมัธยมที่สัญญากันไว้ว่า จะมาเจอกันทุกปี ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก่อนแยกย้ายไปตามทางของตนหลังจบการศึกษา ลำยง (จินตหรา สุขพัฒน์) ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างที่เธอตั้งความหวังไว้ และได้ทำงานด้านสื่อสารมวลชนอย่างที่เธอฝันไว้ ในขณะทีเพื่อนคนอื่นๆ ต้องเผชิญกับชะตากรรมในสังคมที่มองผู้หญิงคือเครื่องมือทางเพศ ทำให้ลำยงลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อสิทธิของผู้หญิงในสังคม แม้ว่าเธอจะต้องผิดใจกับเพื่อนรัก และเผชิญหน้ากับอิทธิพลมืดที่มีผู้ชายเป็นตัวการก็ตาม

หนังแฟมินิสต์ของไทย ที่บอกเล่าความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นเพศแม่เป็นเพียงวัตถุทางกามารมณ์ พร้อมกับสังคมที่ทำให้ผู้หญิงต้องแปรเปลี่ยนไปตามกระแสค่านิยม เพื่อให้อยู่รอดในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และถือเป็นหนังที่จินตหราได้ทิ้งการแสดงแบบท๊อปฟอร์มเอาไว้ให้เรารู้ว่า เธอไม่ได้มีดีเพียงแค่เป็นนางเอกวัยรุ่นเท่านั้น หนังคว้ารางวัลจากชมรมนักวิจารณ์บันเทิงมาได้ 4 รางวัลด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

บุญชูหนังชุดบุญชู ผู้น่ารัก (2531-2552) บุญชู บ้านโข้ง (สันติสุข พรหมศิริ) เด็กหนุ่มจากสุพรรณ ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับบัวลอยหลานสาวซึ่งเป็นลูกสาวของบุญช่วย พี่ชายของบุญชู เพื่อเรียนกวดวิชาก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยหวังจะเข้าคณะเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บุญชูได้พบกับเพื่อนๆ (กลุ่มซูโม่) และโมรีสาวน้อยน่ารัก (จินตหรา สุขพัฒน์) ด้วยความเป็นคนที่มีอุปนิสัยแสนซื่อ ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย และต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นลูก

หากบุญชูคือตัวแทนของคนในสังคมชนบทในระดับรากหญ้า และกลุ่มโมลีคือตัวแทนคนในสังคมเมือง ถือได้ว่าบุญชูคือการผสมผสาน การใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท พร้อมๆ กับสะท้อนปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ในทุกยุคทุกสมัย พร้อมมุมมองในการแก้ไขปัญหาแบบคนมองโลกในแง่ดี ที่อิงคำสอนทางพุทธศาสนามาประกอบได้อย่างแยบยล

แม้ว่าอาบัณฑิตจะจากโลกไปแล้วก็ตามที แต่ผลงานที่อาได้สร้างไว้ จะคงอยู่เหนือกาลเวลาอย่างแน่นอน หลับให้สบาย และขอให้อาจงไปสู่สุคติด้วยครับ

“เป็นคนดีที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นคนดีที่แท้จริง

เป็นคนดี เป็นคนดี เป็นคนดี ตลอดไป”

จาก คนดีที่บ้านด่าน (2528)

2 responses to “แด่คนดีที่จากไป บัณฑิต ฤทธิ์ถกล (2494-2552)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s