เพื่อนผมครบรอบ 25 ปีแล้วครับ

หลายๆ คนคงมีเพื่อนฝูงที่รู้จักกันมาเป็นเวลานับสิบปี บางคนก็ยังคงติดต่อ ไปมาหาสู่กับอยู่เป็นนิจ บางคนก็อาจจะนานๆ ได้มีโอกาสได้เจอะเจอกัน แต่บางคนที่โชคร้ายหน่อยก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลยตลอดไป ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่กันตลอดไป ว่าไหมครับ?
 
ผมเองก็เป็นอีกคนที่พอมีเพื่อนอยู่บ้าง โดยส่วนตัวผมเป็นคนค่อนข้างสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครมากนัก ทำให้เวลาเปลียนที่เรียนก็มักจะมีเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ อยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ไม่กี่คนที่ว่าก็ยังคงติดต่อ พูดคุยกันบ้าง แม้ว่าจะนานๆ ทีก็ตาม (เข้าทำนองเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ) โดยเพื่อนผมแต่ละคนจะรู้ว่าลึกๆ ผมเป็นนิสัยยังไง ถือว่าผมเป็นอีกคนที่โชคดีในการมีเพื่อน
 
ที่มาเขียนร่ายยาวนี่ก็ไม่ได้จะมานั่งรำลึกความหลังหรือว่ารื้อฟื้นอะไรสักเท่าไหร่หรอกนะครับ เพียงแต่ผมจะมาแนะนำเพื่อนผมให้ได้รู้จักคนหนึ่ง (คิดว่าหลายคนก็คงเป็นเพื่อนกันคนๆ นี้อยู่แล้ว) เพื่อนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม เพื่อนที่รู้จักกันผ่านตัวอักษรและรูปภาพ เพื่อนที่ผมได้รับรู้เรืองราวต่างๆ รวมทั้งการผจญภัยที่ไม่ธรรมดา เมื่อผมโตขึ้น ผมก็รับรู้เรื่องราวของเพื่อนผมคนนี้น้อยลงกว่าเดิม แต่ยังพอรู้จักผ่านช่องทางต่างๆ บ้าง จนกระทั่งผมลืมเลือนเพื่อนคนนี้ไปเลยในท้ายทีสุด
 
อย่างไรก็ตามประมาณปี 2544 เพื่อนผมคนนี้กลับมาอีกครั้ง และผมก็ได้เริ่มรับรู้เรื่องราวของเขาอีกครั้ง และจากนั้นผมก็รับรู้เรื่องราวการผจญภัยของเขาอย่างน้อยๆ ก็ปีละครัง แต่จะบอกอย่างว่าเพื่อนผมคนนี้ไม่ธรรมดา นอกจากจะมีวิทยาการที่สูงแล้ว ยังมีจินตนาการที่สูงอีกด้วย มีความสามารถมากมายหลายอย่างเลยทีเดียว ทำไมนะหรือครับ ก็เพื่อนผมคนนี้มาจากศตวรรษที่ 22 (ถ้าจำไม่ผิด) และปีนี้เพื่อนผมเขาก็กลับมา พร้อมๆ กับการฉลองครบรอบ 25 ปีสำหรับการรู้จักกับผม รวมถึงรู้จักกับอีกหลายๆ คนพร้อมกันทั่วโลกอีกด้วย ใช่แล้วครับ เพื่อนผมคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เพื่อนผมก็คือเจ้าแมวสีฟ้าที่กลัวหนูจับจิตจับใจ เพื่อนผมที่ชื่อว่า โดราเอม่อน พร้อมโนบีตะและผองเพื่อนนั้นเอง…
 
จากวันนั้นถึงวันนี้ 25 ปีของการขึ้นสู่จอเงิน
ครั้งแรกที่ผมรู้จักกับโดราเอม่อนก็คือหนังสือการ์ตูนของเครือวิบูลย์กิจและมิตรไมตรี (ตอนนั้นยังไม่มีเรื่องของลิขสิทธ์) เป็นการ์ตูนจบในตอนสั้นๆ ที่ตีพิมพ์เป็นรวมเล่ม ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้รู้จักกับเจ้าแมวอ้วนสีฟ้าก็คือ ผมอยากมีเพื่อนอย่างโดราเอม่อน ที่สามารถนำเอาของวิเศษจากกระเป๋าหน้าท้องออกมาใช้ได้อย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะประตูสารพัดสถานที่เป็นสิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุด เนื่องจากตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนกับเขา (ที่บ้านขายของ พ่อกับแม่ไม่ค่อยให้ไปไหนโดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่บ้านจะขายของดีเป็นพิเศษ) ทำให้คิดว่าถ้าผมมีเจ้าเครื่องมือที่ว่า การไปเที่ยวไหนต่อไหนของผมคงจะสะดวกสบายดีมาก
 
ต่อมาเมื่อโดราเอม่อนเริ่มตีพิมพ์เป็นตอนพิเศษขนาดยาวออกมา โดยเริ่มต้นตอนที่ชื่อว่า โดราเอม่อน ตอน โนบีตะผจญภัยแดนมหัศจรรย์ ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของโดราเอม่อน โนบีตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และไจแอนท์ในดินแดนลึกลับที่เรียกว่า คองโก ในประเทศอัฟริกา ทำให้ผมตื่นเต้นและสนุกไปกับมันอย่างมาก และคอยติดตามโดราเอม่อนทั้งตอนธรรมดาและตอนพิเศษเป็นประจำ โดยเฉพาะตอนพิเศษที่จะถูกเขียนออกมาเป็นประจำทุกๆ ปี
 
ในปี 2525 เมื่อมีการนำโดราเอม่อนตอนพิเศษในตอนที่ชื่อว่า โดราเอม่อน ตอนโนบีตะกำเนิดไดโนเสาร์ (ภาคหนังสือการ์ตูนจะเป็นตอนที่ 2 ที่ได้รับการตีพิมพ์) ออกฉาย ตอนนั้นผมรบเร้าในที่บ้านพาไปดู โดยมีพี่ชายเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง (ที่จริงเป็นคนยุ เพราะพี่ชายผมก็อยากดู แต่ให้ผมขอเพราะว่าผมเป็นน้องคนเล็ก ของ่ายกว่า) แต่พ่อกับแม่ไม่มีเวลาว่าง จนสุดท้ายแม่ต้องวานน้าสาวให้เป็นพาไป โดยแม่ออกเงินค่าตั๋วให้ ผมกับพี่จึงได้มีโอกาสไปนั่งชมโดราเอม่อนตอนพิเศษนี้ที่โรงหนังสามย่าน (ปัจจุบันเป็นตลาดกับตึกแถวไปแล้วครับ)
 
การได้มีโอกาสดูโดราเอม่อนในโรงภาพยนตร์ แตกต่างจากในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ทำไมนะเหรอ ก็เพราะโรงหนังสมัยก่อนเป็นโรงขนาดใหญ่ (ปัจจุบันเหลือยู่แค่เพียง 2 โรง คือสยาม และสกาล่า) แถมเวลาหนังดังเข้าจะต้องไปยืนเข้าคิวซื้อตั๋วกันเป็นเวลานาน จำได้ว่าตอนนั้นลุ้นให้เหลือตั๋ว เพราะน้าสาวไปยืนเข้าคิวรอซื้อตั๋วเกือบ 30 นาทีเห็นจะได้ ถือเป็นประสบการณ์ที่ยังจำได้แม่น แถมตอนขากลับยังตื้อน้าให้ซื้อเทปเพลงโดราเอม่อนฉบับภาษาไทยให้ด้วย (อันนี้เกินงบครับ น้าต้องออกให้เอง) ทุกวันนี้เทปนะพังไปนานแล้ว แต่ก็ยังพอจำเพลงได้เลาๆ แม้ว่าจะเลือนลางเต็มทีก็ตาม
 
หลังจากนั้น แม้จะมีการนำเอาโดราเอม่อนตอนใหม่ในชื่อตอน โนบีตะตะลุยอวกาศ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับตอนแรก เนื่องจากในปีนั้นเริ่มมีการนำเอาโดราเอม่อนมาฉายทางโทรทัศน์ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ทางช่อง 9 ทำให้เด็กรุ่นผมยินดีอยู่กับบ้านดูโดรเอม่อนมากกว่าออกไปดูกันทางโรงภาพยนตร์ (สำหรับผม ไม่มีคนพาไปก็เลยอด) หลังจากนั้น ก็ไม่มีการนำเอาโดราเอม่อนฉบับตอนพิเศษมาฉายอีกเลย ผมเลยต้องหาดูและอ่านเอาจากหนังสือการ์ตูน และวีดีโอ หรือการดูจากที่ช่อง 9 นำมาฉายในช่วงปิดเทอม (จำไม่ได้ว่าปีไหน แต่มีการเอามาฉายให้ดูประมาณ 10 ตอนด้วยกัน)
 
แม้ว่าจากนั้นผมจะเริ่มอ่านโดราเอม่อนน้อยลง แต่ก็ยังคงสนุกกับมันทุกครั้งที่ได้มีการอ่านอีกครั้ง ประกอบกับความนิยมในตัวโดราเอม่อนในยุคหลังๆ เริ่มลดลง เริ่มมีการ์ตูนอื่นเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นดรากอนบอล นายร้อยเดนตาย และอีกมากมายในยุคนั้น (การ์ตูนยุคหลังปีสหัสวรรษแทบไม่ค่อยได้อ่านเลย ก็เลยไม่รู้จัก 555+) แต่ผมมักจะซื้อตอนพิเศษที่มีการตีพิมพ์มาเก็บไว้เกือบทุกตอน โดยมีหัวหอกก็คือ สยามสปอต ที่นำเอามาตีพิมพ์รวมกับตอนสั้นๆ ขายเล่มละ 25 บาท และของวิบูลย์กิจที่ตีพิมพ์เป็นฉบับสี 2 เล่มจบโดยขายเล่มละ 50 บาท
 
พอไปเรียนเมืองนอก ผมแทบไม่ได้มีโอกาสได้ดูหรืออ่านเจ้าแมวอ้วนสีฟ้าอีกเลย จนกระทั่งประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีการปลุกกระแสโดราเอม่อนตอนพิเศษขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับบ้านเราในปี 2544 (ที่ประเทศญี่ปุ่นฉายในปี 2542 ซึ่งเป็นปีที่โดราเอม่อนครบรอบ 30 ปีพอดิบพอดี) จึงได้มีการนำเอาโดราเอม่อนตอนใหม่ในชื่อตอน โดราเอม่อน ตำนานสุริยกษัตริย์มาเข้าฉาย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี จึงมีการนำเอาตอนพิเศษออกฉายในอีก 2 ปีถัดมา โดราเอม่อน ตอน โนบีตะและอัศวินแดนวิหค ถือเป็นตอนพิเศษตอนที่ 4 ที่ได้มีการนำเข้ามาฉายในบ้านเรา จากนั้นก็มีการนำเข้ามาฉายทุกๆ ปีจวบจนปัจจุบัน
 
โดราเอม่อน ตอน โดโนเสาร์ของโนบีตะ 25 ปีของการเริ่มต้นบนจอเงิน
ในโอกาสที่โดราเอม่อนจอเงินครบรอบ 25 ปี บริษัทโตโฮ เจ้าของลิขสิทธิ์โดราเอม่อนจอเงินจึงได้มีการเฉลิมฉลองครบรอบดังกล่าว โดยการนำเอาโดราเอม่อนตอนพิเศษตอนแรกมารีเมคใหม่ในปี 2548  (ตอนแรกเข้าฉายในญี่ปุ่นปี 2523 บ้านเราจะตามหลังญี่ปุ่นประมาณ 2 ปี) เพื่อเป็นการตอกย้ำและรำลึกถึงการผจญภัยในครั้งแรกของโดราเอม่อนและผองเพื่อน แต่ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นการสร้างกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้รู้จักกับโดราเอม่อนมากขึ้น รวมถึงการกระตุ้นในคนรุ่นอายุ 30 เศษ มาหวนรำลึกความหลังเมื่อครั้งตัวเองยังเด็กเมื่อครั้งกระโน้น (สังเกตรอบที่ผมไปดู มีคนทำงานมานั่งดูพอสมควร)
 
เมื่อเป็นการรีเมค ก็ย่อมมีการปรับเปลียนอะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นที่มีการวาดใหม่ให้ดูเข้ากับการ์ตูนในยุคสมัยนี้ ที่ลายเส้นง่ายๆ ตัวการ์ตูนสูงๆ ชะลูด และดูขบขัน แม้แต่ตัวไดโนเสาที่ชื่อพิสุเกะก็มีการวาดใหม่ให้ดูน่ารักมากกว่าต้นฉบับ ตัวละครที่เป็นนักล่าไดโนเสาร์ก็มีการวาดใหม่ให้ดูน่าเกรงขามมากกว่าเดิม รวมถึงเนื้อเรื่องก็มีการปรับเปลียนให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่ยังคงคอนเซปต์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโนบีตะกับพีสุเกะ ความสัมพันธ์และการช่วยเหลือกันระหว่างผองเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นไจแอนท์ ชิชูกะ และซูเนโอะ รวมถึงการกลับไปสู่การวาดการตูนแบบดั้งเดิม ทีไม่มีการนำเอาเทคนิกทางด้านคอมพิวเตอร์มาใช้ในการ์ตูนโดราเอม่อน (เหมือนใน 2-3 ตอนหลัง) ถือเป็นการกลับสู่จุดเริ่มต้นหลังจาก 25 ปีผ่านไปได้อย่างดี
 
ในโลกแห่งความเป็นจริง
ผมคิดว่าการได้มีโอกาสรู้จักกับโดราเอม่อนและผองเพื่อน รวมถึงการได้รับรู้เรื่องราวการผจญภัยที่สุดแสนจะพิศดารของพวกเขาเหล่านั้น เป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ผมรักการท่องเที่ยวและการผจญภัย ผมมักจะชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วยกันเสมอๆ ในยามปิดภาคเรียน ไม่ว่าจะเป็นการไปเกาะเสม็ดในยุคไร้ 7-11หรือเกาะช้างยุคที่ไข้มาเลเรียยังคงมีอยู่บนเกาะ หรือการปีนภูกระดึงยามปลายฝนต้นหนาว รวมถึงการมุดถ้ำที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ผมรู้สึกสนุกไปกับมันทุกครั้งที่ได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมแบบนั้น
 
ในขณะเดียวกันผมก็อยากมีเพื่อนแบบพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น โนบีตะ ที่แม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่เอาไหนในเรืองการเรียน ติดขี้แง จ้องให้โดราเอม่อนช่วยเหลือเป็นประจำ แต่เมือถึงคราวจำเป็น เขากลับเป็นที่กล้าหาญกล้าเผชิญกับอันตรายและพร้อมที่จะปกป้องคนที่เขารัก อีกทั้งยังมีจิตใจที่ดีงาม รักสัตว์ (สังเกตได้ว่าในเกือบทุกภาค โนบีตะจะต้องมีสัตว์เลี้ยงที่เขาสนิทด้วย) ชิซูกะ เจ้าหญิงในบรรดาเพื่อนผู้ชายด้วยกัน ไปที่ไหนก็ได้ ขอให้มีน้ำอุ่นให้คุณเธอได้อาบก็พอ แต่ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงในกลุ่มเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่เคยทิ้งเพื่อน แถมยังกล้าหาญและฉลาดอีกด้วย (เธอเคยรับบทเป็นบุคคลสำคัญอย่างพระถังซัมจังมาแล้วในตอน โดราเอม่อน ตะลุยโลกไซอิ๋วเชียวนะ) ซูเนโอะ แม้ว่าจะเจ้าเล่ห์และกะล่อน แต่ยามคับขันก็เป็นคนที่ช่วยให้เพื่อนๆ ทั้งหลายรอดพ้นจากอันตราย ด้วยมันสมองและฝีมือบังคับวิทยุอันเอกอุ (แม้ว่าจะมีบ้างที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเพื่อน ในตอน โดราเอม่อน ผจญภัยดินแดนแห่งสายลม) และสุดท้าย ไจแอนท์ เด็กเกเรประจำกลุ่มที่มักแกล้งโนบีตะอยู่เสมอๆ แต่ยามที่เพื่อนอยู่ในอันตราย เขาจะเป็นคนแรกที่เดินก้าวไปอยู่ข้างหน้า คอยปกป้องเพื่อนๆ ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่โนบีตะ (แม้ว่าจะโลภจนบางครั้งนำเรื่องวุ่นวายมาให้เพื่อน อย่างใน โดราเอม่อน ตอน โลกใต้สมุทรของโนบีตะ) การได้มีโอกาสเห็นพวกเขาปีละครั้งในโรงภาพยนตร์ก็ถือเป็นการกลับมารู้จักกับเพื่อนเก่าแก่ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอกัน
 
แม้ว่าจะหงุดหงิดกับลายเส้นที่ไม่คุ้นตา แต่สำหรับความประทับใจในเรื่องราว การผจญภัย และความรักสามัคคีในหมู่เพื่อนฝูงก็ยังคงมีอยู่อย่างครบครัน ถือว่าเป็นการ์ตูนที่นำเสนอภาพโดยปราศจากความรุนแรง แตกต่างจากการ์ตูนในยุคปัจจุบันที่มักจะนำเสนอแต่เรื่องราวการใช้กำลัง หรือภาพความรุนแรงในระดับน้องๆ ผู้ใหญ่ที่บ้านเรายังไม่มีระบบเซนเซอร์เข้ามาใช้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการ์ตูนที่เหมาะสำหรับพ่อและแม่จะไปนั่งชมกับลูกๆ และรำลึกความหลังเมื่อครั้งยังเยาว์กับเพื่อนอย่างเจ้าแมวอ้วนกลมสีฟ้าที่ชื่อว่าโดราเอม่อน
 
แล้วคุณอยากมีเพื่อนอย่างพวกเขาบ้างไหม?
 
เกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับโดราเอม่อน
– โดราเอม่อนถือกำเนิดขึ้นบนโลกการ์ตูนครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2512 โดยการสร้างสรรค์ของคู่หูนักคิด-นักวาดอย่าง ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ซึเป็นนามปากกาที่ใช้ร่วมกันของอาจารย์ ฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ และ ฮามิโกะ โมะโตะโอะ
– โดราเอม่อนได้มีการนำมาแปลเป็นภาษาต่างๆ ใน 9 ประเทศทั่วโลก ที่ประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียว ก็มียอดพิมพ์และจำหน่ายมากกว่า 100 ล้านเล่ม
– โดราเอม่อนเคยได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ในบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อชาวเอเชียเลยทีเดียว
– โดราเอม่อนตอนพิเศษตอนแรก ในชื่อตอน โนบีตะกำเนิดไดโนเสาร์ได้ถูกทำออกมาเป็นภาพยนตร์ในปี 2523 และที่ญี่ปุ่นเพิ่งมีการฉลองครบรอบ 25 ปีไปเมื่อปี 2548 ที่ผ่านมา โดยทางโตโฮมีนโยบายผลิตตอนพิเศษออกมาเป็นประจำทุกปี
– ถ้าโดราเอม่อนมีชีวิตจริงก็จะมีอายุครบ 38 ปีเต็มในวันที่ 1 ธันวาคมปีนี้
– โดราเอม่อนตอนพิเศษปัจจุบันมีทั้งหมดรวมทั้งหมด 26 ตอน (ผมมีแค่ 24 ตอน ขาดไป 2 ตอนคือ โนบีตะตะลุยอวกาศกับตอนโลกใต้สมุทรของโนบีตะ)
– แม้ว่าปัจจุบันอาจารย์ ฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ทีมงานของอาจารย์ก็ยังคงไม่หยุดสร้างตอนพิเศษออกมาเป็นประจำทุกปี
– เคยมีการเขียนพล๊อตโดราเอม่อนตอนจบออกมา (หลายคนคงเคยอ่านจากอินเตอร์เนตแล้ว) แต่รัฐบาลขอร้องไม่ให้ทางผู้ผลิตทำออกมาเนื่องจากมันจะเป็นการทำร้ายจิตใจเด็กเกินไป
– โดราเอม่อนเป็นการ์ตูนที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำมากที่สุดในบรรดาการ์ตูนรุ่นเดียวกัน แถมมีการผลิตภาคแตกแขนงออกมาอีกในตอนโดราแปง และโดราเอม่อนกับผองเพื่อน ถือได้ว่าเป็นการ์ตูนที่อยู่เหนือกาลเวลาจริงๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s