ผ่านมาแล้วผ่านไป ใยยังจำได้ขึ้นใจ

เรื่องราวมากมาย ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ประสบการณ์ของผู้อื่นหรือแม้แต่สิ่งที่ตัวเราเองเป็นผู้ประสบด้วยตัวของเราเอง เหล่านี้เป็นดั่งสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็จากไป แต่ทำไมเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ได้รับการจดจำภายในซอกหลืบของหยักสมองภายในศีรษะเราอยู่ตลอดเวลา บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่เก่า ผ่านมาหลายปี แต่เราก็อาจจะนึกหรือคิดขึ้นมาได้ในบางช่วงจังหวะในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะเลือนหายไป ก่อนที่จะถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้งหากมีสิ่งภายนอกมาเร้า ขณะเดียวกันกับเรื่องราวที่เราอยากจดจำ ทำไมเรากลับไม่สามารถจดจำได้ถึงรายละเอียด รวมเรื่องราวความเป็นมา แม้จะพยายามรื้อฟื้นเท่าไหร่ก็ตาม ความทรงจำเหล่านั้นก็ยังคงถูกลบเลือนและจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนลมที่พัดผ่านตัวเราไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเรื่องราวที่เลื่อนหายไปกลับเป็นเรื่องราวหรือความทรงจำที่ดีด้วย

นี่อาจจะเป็นความมหัศจรรย์ของสมองคนเรา หรืออาจจะเหมือนกับคำกล่าวที่คงเคยได้ยินมาอยู่เสมอๆ ว่า “บางสิ่งยิ่งลืมกลับจำ บางสิ่งยิ่งจำกลับลืม” ถึงแม้ว่าระบบสมองคนเราจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ระบบ ได้แก่ ความจำระยะสั้น ความจำระยะปานกลาง และความจำระยะยาว อีกทั้งสมองคนเรามีพื้นที่ในการจัดเก็บความทรงจำในแบบจำกัด (ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้เหมือนคอมพิวเตอร์หรือมือถือ) ทำให้บางครั้งเราอาจต้องจดจำโดยการจดและเก็บไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเตือนความทรงจำ เพราะสมองนั้นจะทำงานเฉพาะเก็บความทรงจำในเรื่องราวที่จำเป็นในขณะนั้นเท่านั้น หลังจากนั้นสัญญาณหรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความจำในส่วนนั้นก็จะหายไป ในขณะที่ความจำระยะยาวจะมีการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในสมองอยู่ตลอดเวลา เฉพาะสมองจะสร้างหน่วยความจำพิเศษขึ้นมาในสมอง และเป็นหน่วยความจำแบบถาวรเสมือนชิปคอมพิวเตอร์ ยามที่เราจำเป็นต้องใช้ก็จะสามารถดึงเอาข้อมูลเหล่านั้นอออกมาได้อย่างทันทีทันใด ส่วนความจำระยะกลางก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสมองเช่นเดียวกัน มีการสร้างหน่วยความจำในสมอง แต่เป็นลักษณะแบบไม่ถาวร ถ้าไม่มีความพยายามจากเจ้าของสมองที่จะทำให้ความจำระยะกลางนี้เปลียนไปเป็นความทรงจำระยะยาว หน่วยความจำส่วนนี้ก็จะหดหายไปในที่สุด

นี่คือหลักอธิบายการทำงานของหน่วยความจำภายในสมองแบบคร่าวๆ หากเราจะพูดถึงความรู้สึกว่าทำไม สมองมักจะเลือกจดจำแต่สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง มากกว่าสิ่งที่ทำให้จิตใจเบิกบาน อาจจะจริงหากใครจะบอกว่า ชีวิตมีแต่เรื่องทุกข์มากกว่าเรื่องสุข เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม ความทุกข์ก็ถือว่าคือกรรมในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่เลือกที่จะจดจำแต่ความสุขในเมื่อเราสามารถกำหนดได้ บางคนอาจจะจดจำเพื่อทำให้จิตใจบอบช้ำมากกว่าเดิม หรือเป็นเพราะว่าสมองคนเราทำงานควบคู่ไปกับจิตใจ จิตใจที่โศกเศร้า ลองนึกดูว่าเราจดจำได้หรือไม่ว่า เรามีความรักครั้งแรกเมื่อไหร่ แฟนคนปัจจุบันนั้นเจอกันได้อย่างไร และเมือไหร่ เราดูหนังกับแฟนเราครั้งแรกเมื่อไหร่ หรือเราไปเที่ยวด้วยกันครั้งแรกเมื่อไหร่ น้อยคนนักที่จะจดจำได้ว่า สิ่งดีๆ เหล่านี้ได้เคยเกิดขึ้นเมื่อไหร่กัน บางคนดีหน่อย ที่มีเครื่องมือช่วยเตือนความจำอย่างสมุดบันทึกหรือรูปถ่าย แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่มีเครื่องมือช่วยเตือนความจำอย่างที่ว่ามา ขณะเดียวกับสมองก็เล่นตลกกับเรา ที่เลือกให้เราสามารถจดจำได้ว่าการเลิกกับแฟนนั้นมันเจ็บปวดเพียงไร ทะเลาะกันเพราะอะไร หรือว่าเราได้สูญเสียของที่เรารักไปเมื่อไหร่และอย่างไร สิ่งเหล่านี้เรียกว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่เราจดจำได้แม่นยำมากกว่าความสุขทั้งหมดที่เรามีอยู่ บางคนต้องมองดูคนรักจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อเดินผ่านสถานที่แห่งความหลัง สมองก็จะสั่งการให้เราจดจำว่าเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ณ ที่แห่งนี้ หรือนี้คือกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างสมองและจิตใจ

บางคนอาจจะแย้งว่า เราเลือกจดจำความทุกข์เพราะว่ามันช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ทำให้เราแข็งแรงขึ้น มีแรงสู้กับชีวิตมากขึ้น อาจจะจริง แต่ทำไมทุกวันนี้เรายังเห็นข่าวคนฆ่าตัวตายบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงเพราะเหตุที่ว่าไม่สามารถทนกับสภาพจิตใจที่บอบช้ำ บางคนเลือกที่จะหลุดเข้าไปยังโลกส่วนตัวที่คนอื่นตามเข้าไปด้วยไม่ได้ สร้างกำแพง ปิดตายประตูสู่โลกภายนอก แม้ว่าโลกใบนี้ยังคงมีสิ่งสวยงามต่างๆ มากมายเพียงใดก็ตาม ทำไมคนเรายังทนทุกข์กับความเศร้าอยู่

พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสเอาไว้ว่า แท้จริงโลกใบนี้มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป หาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่ มันเป็นเพียงการคลายทุกข์ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง ทุกข์แล้ว ทุกข์อีก วนเวียนเป็นวัฎจักรแห่งชีวิตอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันหมดสิ้น ในหลักพุทธศาสนา มีความจริงอยู่ 4 ประการ คือ การมีทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์ รวมเรียกว่า “อริยสัจ 4″ ได้แก่

ทุกข์
การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตาย เหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยืดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนแต่เป็นทุกข์

สมุทัย
เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัญหา ความโกรธ ความอิจฉาริษญา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง

นิโรธ
การดับทุกข์ การเข้าใจในความจริงของชีวิต นำไปสู่การดับความเศร้าโศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน

มรรค
หนทางนำไปสู่การดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติ ความมีสตินำไปสู่สมาธิ และปัญญา ซึ่งจะปลดปล่อยให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวล อันจะนำไปสู่ความศานติและความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งการรู้แจ้ง

จะเห็นได้ว่าทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนเกิดจากตัวเราทั้งสิ้น เพราะจิตใจมนุษย์นั้นเปราะบาง และอ่อนแอ ไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากสิ่งเร้ารอบข้างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิเลสภายในจิตใจของตนเอง ความโศกเศร้า ซึ่งต่อให้เกิดใหม่อีกสิบชาติก็ไม่อาจที่จะดับทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจได้หมดสิ้น หากเรายังไม่รู้จักกับคำว่าปล่อยวางและเพียงพออย่างแท้จริง นี่แหละถึงได้เคยมีคนกล่าวไว้ว่า” ในจิตใจมนุษย์นั้นเปรียบได้ดั่งทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล ไม่สามารถหยั่งไดแม้แต่ตัวเราเอง” เพราะบางครั้งมนุษย์ก็ยังจมหายไปกับทะเลในจิตใจของเราเองไม่ใช่เหรอ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s