มีหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของอิสตรี ที่มีบทบาททางหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าในประเทศไหนก็ตามบนโลกใบนี้ ย่อมมีเรื่องราว หรือตำนานเล่าขาน ถึงวีรกรรมของสตรีที่ทำหน้าที่ดั่งบุรุษ บางคนก็มารูปแบบลักษณะที่เปิดเผยอย่างเช่น โจน ออฟอาร์ท หรือ ท้าวสุรนารี แต่บางคนต้องหลบซ่อน เพื่อปกปิดเพศที่แท้จริงของตน เพียงเพราะค่านิยมในสังคม ที่เห็นสตรีมีบทบาทแค่เพียงในครัวและคอยปรนนิบัติผู้ชายเท่านั้น และด้วยความบังเอิญที่ได้มีโอกาสดูหนังที่พูดถึงเรื่องราวของสตรี ที่คนหนึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องบ้านเมืองจากอริราชศัตรู ขณะที่อีกคนพยายามทำทุกวิถีทาง ในการให้ผู้หญิงได้รับการเชิดชูในสังคม โดยมีจุดร่วมที่เหมือนกันก็คือ การเปลียนแปลงตัวตน ให้กลมกลืนในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่แตกต่างกัน เพราะอีกคนหนึ่งเป็นถึงแม่ทัพ ในขณะที่อีกคนเป็นพระในศาสนาคริสต์

มู่หลาน วีรสตรีโลกจารึก
ในปี ค.ศ. 450 จักรวรรดิจีนถูกคุกคาม กองทัพจีนจึงต้องเกณฑ์ไพร่พลจากทั่วประเทศมารับมือกับภัยต่อความมั่นคงของ ชาติ ในขณะที่ มู่หลาน (จ้าวเหว่ย) เป็นผู้หญิงจึงเข้าร่วมทัพไม่ได้ ทว่าเมื่อคิดว่าพ่อที่แก่ชราต้องไปตกระกำลำบากในสนามรบ เธอก็ทนไม่ได้เช่นกัน จึงตัดสินใจมอมเหล้าพ่อ แต่งตัวเป็นชาย และเข้าร่วมทัพในชื่อของพ่อ ระหว่างฝึกหนักในค่ายทหาร มู่หลานพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอกล้าหาญ ไม่เคยย่อท้อ กระทั่งกลายเป็นที่สนใจของรองแม่ทัพ เหวินไถ้ (เฉินคุน) หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็พัฒนาความเลื่อมใสศรัทธาซึ่งกันและกัน จากมิตรภาพก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรักทีละน้อย แต่กระนั้น กองทัพศัตรูกลับแข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งยกพลบุกโจมตีสายฟ้าแลบนับครั้งไม่ถ้วน มู่หลานจึงต้องนำพาความรัก และความกล้าหาญ ข้ามผ่านสุดยอดบทพิสูจน์นับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน …หรือเธอจะต้องสละรักแท้เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองกันแน่?
ตำนานที่ยังมีลมหายใจ
แม้ว่าจะเป็นหนังสงคราม แต่กลิ่นอายที่ตลบอบอวลอยู่ในหนังก็คงไม่พ้นรูปแบบของ แฟมีนิส ที่เชิดชูวีรที่เก่งกาจของสตรี ตัวหนังเสนอเรื่องราวของมู่หลานในช่วงก่อนเข้าร่วมกับกองทัพ โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับความเข้มแข็งของเธอ ด้วยการย้อนภาพในอดีตไม่กี่ฉาก แม้การกระทำดังกล่าวจะทำให้หนังเดินเรื่องไปได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ ทำให้คนดูไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วม หรือรับรู้ถึงแรงจูงใจในการเข้ารบของมู่หลาน ที่นอกเหนือจากการปกป้องบิดา จากความลำบากในการทำสงคราม อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเวิ่นไถ้และมู่หลาน ดูง่ายและไม่มีเหตุผลรองรับเท่าที่ควร ทำให้บทสรุปในตอนท้ายของคู่นี่ ไม่ประทับใจและสร้างความสะเทือนใจเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ที่ทำให้เราสามารถคล้อยตามไปกับสุขนาฎกรรมในตอนท้ายก็ตามที

Pope Joan เธอคือโป๊ป
โจฮันนาเป็นเพียงลูกสาวขอหมอสอนศาสนา ในดินแดนที่ห่างไกล ด้วยข้อจำกัดทางศาสนา และความเข้มงวดของผู้เป็นพ่อ ทำให้เธอแทบไม่มีโอกาสได้เรียนรู้หนังสือเลย หากเพียงแต่พี่ชายคนโตที่เอ็นดูเธอมาตลอดเวลา จะแอบสอนหนังสือให้เธอ ยามที่พ่อไม่อยู่ ทำให้เธออ่านออกและเขียนหนังสือได้ แต่โชคชะตาก็นำชีวิตพี่ชายเธอไปก่อนวัยอันควร ทำให้เธอไม่ได้รับโอกาสดีๆ อีกเลย จนกระทั้งเธอได้รู้จักนักปราชญ์ที่มาหาพ่อของเธอ ซึ่งเห็นแววของเธอ แต่ผู้เป็นพ่อกลับไม่เห็นชอบ และขัดขวาง ด้วยพลังแห่งศรัทธา และเชื่อมั่นในตนเอง เธอจึงหนีออกจากบ้าน และเดินทางไปยังโรงเรียนสอนศาสนา ตามที่นักปราชญ์คนนั้นได้ฝากเธอไว้ พร้อมกับพี่ชายคนรองของเธอ ที่นั้นเธอได้พบกับ เคานท์ เจอโรว (เดวิด เวนแฮม จาก 300 และ Australia) เมื่อโจฮันนาเติบโตเข้าสู่วัยสาว (รับบทโดย โจฮันนา ไวคาเลค) มิตรภาพระหว่างเธอกับเจอโรว แปรเปลี่ยนเป็นความรัก แต่แล้วเมื่อเจอโรวต้องไปรบ และหมู่บ้านที่เธออยู่ โดยเผาและทำลายจากศัตรู ทำให้เธอต้องหนี และตัดสินใจก้าวสู่เส้นทางแห่งพระในศาสนจักร ด้วยการปลอมตัวเป็นพระนักบวช ก่อนจับผลัดจับผลู ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา อันเป็นจุดหักเหที่สำคัญ ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกลิขิตไว้แล้วจากพระเจ้า
เพราะพระเจ้าบันดาลหรือเธอเลือกเอง
หนังดัดแปลงมาจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันของดอนน่า วูลฟอล์ค ครอส ตีพิมพ์ในปี 1996 ว่าด้วยเรื่องราวของพระสันตะปาปาคนที่ 20 หรือที่รู้จักในนาม โป๊ปโจฮันเนส อิงกลิคัสที่ 8 ในช่วงศตวรรษที่เก้า ยุคที่ผู้หญิงถูกกดขี่ และกฎเกณฑ์ทางศาสนา หนังเลือกดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่รู้สึกหน้าเบื่อ หรือยืดยาดแต่อย่างไร นอจากนี้ผู้กำกับชุนเคอ วอร์ตมานต์และ ให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันกับตัวละคร คือ โจฮานนา และเอาใจช่วยให้เธอรอดพ้นจากการถูกเปิดโปง สถานภาพทางเพศที่แท้จริงของเธอ แม้ว่าจะมีบางช่วงบางตอนที่เหตุการณ์ดูง่ายดาย และเข้าข้างตัวเอกก็ตาม แต่นั้นไม่ได้ทำให้หนังจากประเทศเยอรมนีเรื่องนี้ดูสนุกน้อยลงแต่อย่างใด








ด้วยเกล้า (2530) เรื่องราวของ เสาคำ (จรัล มโนเพ็ชร) ชาวนาจากภาคเหนือชาวนา ที่ได้เมล็ดข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งจากพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งทรงนำข้าวจากแปลงทดลองในพระราชวังมาหว่านในพระราชพิธี เมื่อกลับบ้าน แม่เลี้ยงบัวเรียน (นฤมล นิลวรรณ) ได้ขอแบ่งไปเมล็ดหนึ่งเพื่อนำไปบูชา ขณะที่ เสาคำ ใช้เมล็ดข้าวเปลือกที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์
กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (2537) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… เด็กๆในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้หนีออกจากบ้าน และแอบเข้าไปเที่ยวเล่นในปราสาท ซึ่งมีแม่มดใจร้ายอยู่ เด็กๆถูกนางแม่มดใจร้ายสาปให้เป็นสัตว์ต่างๆ พอดีเจ้าชายเดินทางผ่านมา จึงใช้ดาบวิเศษช่วยเด็กๆ เหล่านั้น ให้พ้นคำสาปของแม่มด แม่มดได้เสกยักษ์ตาเดียวขึ้นมาจากหลุมตรงเข้าต่อสู้กับเจ้าชายอย่างดุเดือด” นี่เป็นเพียงนิทานที่ดำรง (สันติสุข พรหมศิริ) เล่าให้ลูกทั้งสามฟังเสมอ แต่ในชีวิตจริงเด็กทั้งสามได้พบเหตุการณ์ยิ่งกว่านิทาน เมื่อดำรงและภรรยา (จินตรา สุขพัฒน์) แยกทางกัน เพราะเธอคิดว่า ดำรงมีชู้ ทำให้ครอบครัวที่ดูมีความสุข ต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตาลูกทั้งสามคน จนทำให้ชีวิตของทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม
ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44 (2533) เรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิงมัธยมที่สัญญากันไว้ว่า จะมาเจอกันทุกปี ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก่อนแยกย้ายไปตามทางของตนหลังจบการศึกษา ลำยง (จินตหรา สุขพัฒน์) ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างที่เธอตั้งความหวังไว้ และได้ทำงานด้านสื่อสารมวลชนอย่างที่เธอฝันไว้ ในขณะทีเพื่อนคนอื่นๆ ต้องเผชิญกับชะตากรรมในสังคมที่มองผู้หญิงคือเครื่องมือทางเพศ ทำให้ลำยงลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อสิทธิของผู้หญิงในสังคม แม้ว่าเธอจะต้องผิดใจกับเพื่อนรัก และเผชิญหน้ากับอิทธิพลมืดที่มีผู้ชายเป็นตัวการก็ตาม
หนังชุดบุญชู ผู้น่ารัก (2531-2552) บุญชู บ้านโข้ง (สันติสุข พรหมศิริ) เด็กหนุ่มจากสุพรรณ ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับบัวลอยหลานสาวซึ่งเป็นลูกสาวของบุญช่วย พี่ชายของบุญชู เพื่อเรียนกวดวิชาก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยหวังจะเข้าคณะเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บุญชูได้พบกับเพื่อนๆ (กลุ่มซูโม่) และโมรีสาวน้อยน่ารัก (จินตหรา สุขพัฒน์) ด้วยความเป็นคนที่มีอุปนิสัยแสนซื่อ ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย และต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นลูก
