มหกรรมหนังเชือดว่าด้วยบ้านนี่คือวิมาน (แน่เหรอ?)

Posted in Movie Mania on ธันวาคม 20, 2009 by chubbytid

The Last House on the Left: บ้านนี้วิมานของใคร

เรื่องราวอันสุดหฤโหดของแมรี่ (ซาร่า แพกตัน) สาวน้อยวัยทีนอายุเพียง 17 ปี ที่ต้องผจญกับนักโทษแหกคุกอย่างครูกจับตัวไป ระหว่างที่อยู่กับเพื่อนสาวอย่างเพจ (มาร์ธา แมคอีชัค) ที่ชวนไปปาร์ตี้พี้กัญชาที่ห้องพักของ จัสติน (สเปนเซอร์ ทรีดคล๊าก จากบทลูกชายราชินีโรมันใน Gladiator) ซึ่งเป็นลูกชายของครูก ทั้งคู่พยายามหนีแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ก่อนเพจจะถูกสังหาร ในขณะที่แมรี่ โดนข่มขืนยับเยิน เธอฉวยโอกาสตอนครูกเผลอ วิ่งหนีลงน้ำ แต่ไม่วายโดนครูกยิงทิ้งท่ามกลางสายน้ำ

ระหว่างทางพวกของครุกติดอยู่ท่ามกลางพายุ จึงมองหาที่หลบ และด้วยความบังเอิญที่มาเจอบ้านสุดท้ายทางซ้าย จึงเข้าไปขอพักอาศัยชั่วคราว ซึ่งบ้านหลังที่ว่าเป็นบ้านของจอห์น (โทนี โกลด์วิน จาก Ghost) และเอ็มมา (โมนิกา พอตเตอร์ จาก Saw, Along Game Spider และ Con Air) พ่อและแม่ของแม่รี่ ทั้งสองต้อนรับพวกครุกเป็นอย่างดี โดยหารู้ไม่ว่า เหล่าทรชนเดรัจฉานกลุ่มนี้ ได้ทำร้ายลูกสาวตัวเองจนปางตาย ต่อมาเมื่อทั้งคู่พบร่างที่ไร้สติของแมรี่ และล่วงรู้ความจริง มหกรรมการล้างแค้นเอาคืนก็บังเกิดขึ้น

งานรีเมค (อีกแล้ว) จากหนังชื่อเดียวกันในปี 1972 ของเวส คราเว่น เพียงแต่งวดนี้พี่เวสแกทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยการสร้าง ปล่อยหน้าที่ควบคุมหนังทั้งหมดให้กับผู้กำกับหน้าใหม่นาม เดนนิส อีเลียดิส ที่เพิ่งมีผลงานกำกับหนังเพียงเรื่องเดียวอย่าง Hardcore ในปี 2004 เป็นผลงานสร้างชื่อ หนังมีฉากดิบๆ โหดๆ อยู่หลายฉาก โดยเฉพาะฉากข่มขืนที่ทำออกมาค่อนข้างดิบ รวมถึงการเอาคืนของพ่อแม่แม่รี่กับคนที่ทำกับลูกสาวตัวเอง โดยเฉพาะฉากจัดการครูกในตอนท้าย แต่โดยรวมแล้ว หนังไม่มีอะไรมากไปกว่าการเอาหนังเก่าที่เคยดังมารีเมค แต่ถ้าถามว่าฉบับใหม่ ดีหรือเลว แตกต่างจากต้นฉบับยังไง อันนี้คงไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่เคยดูต้นฉบับปี 1972 (แต่วงในบอกว่าสุโค้ยมากๆ ) เพียงแต่รู้สึกว่า หนังรีเมคเรื่องนี้ดูดีกว่าหนังรีเมคอื่นๆ ที่นิยมเอาหนังแนวโหด สับ เชือดมารีเมค ตีความ จนยำเละตุ้มเป๊ะไปนักต่อนักแล้ว และหากใครชอบหนังแนวโหด ดิบๆ ละก็ หนังเรื่องนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ขออย่างเดียว อย่าตั้งความหวังอะไรมากกับหนังเล็กๆ ทุนสร้างไม่สูงเรื่องนี้ แล้วคุณจะดูสนุกไปกับมัน (หาดูได้จากการโหลด หรือแผ่นลิขสิทธิ์)

———————————————————————————-

Funny Game เกม (ตาย) หฤหรรษ์

การพักร้อนเริ่มขึ้น แอน (นาโอมี วัตต์) จอร์ช (ทิม รอธ) และลูกชาย จอร์จี้  (เดวอน เกียรฮาร์ท) ทั้งหมดกำลังเดินทางไปบ้านพักตากอากาศ โดยจอร์ชวางแผนว่าจะเล่นกอล์ฟกับ เฟรด และ อีวา เพื่อนบ้านในเช้าวันต่อมา ในขณะที่สามีและลูกกำลังยุ่งอยู่กับการล่องเรือใหม่ และแอนทำอาหารเย็น โดยไม่ได้ตั้งตัว แอนเผชิญหน้ากับแขกของเพื่อนบ้าน เป็นชายหนุ่มสุภาพชื่อ ปีเตอร์ (แบรดดี้ คอรแบท)  ที่เข้ามาเพื่อขอแบ่งไข่ เพราะไข่ทางฝั่งอีวาหมดแล้ว ในขณะที่แอนกำลังจะให้ไข่แก่ปีเตอร์ เธอก็เริ่มลังเลว่าเขาบุกเข้ามาในที่ของเธอได้อย่างไร ปีเตอร์พยายามอธิบายว่า ตรงรั้วมีช่องโหว่ซึ่ง เฟรดเป็นคนชี้ให้เขาเข้ามา เรื่องราวเริ่มดูไร้เหตุผล และเมื่อทั้งจอร์ชและจอร์จี้กลับมา พร้อมกับการมาของ พอล ((ไมเคิล พีท) เพื่อนอีกคนของปีเตอร์ ในไม่ช้าความรุนแรงก็เกิดขึ้นจนเกินเยียวยา

อีกหนึ่งหนังรีเมคจากต้นฉบับที่เป็นภาษาเยอรมันในปี 1998 โดยผู้กำกับไมเคิล เฮนเก้ ที่คราวนี้พี่แกจับเอามารีเมคเอง (ไม่ยอมให้คนอื่นเอาไปปู้ยี้ปู้ยำ…ว่างั้นเถอะ) โดยทำให้เป็นภาษาอังกฤษ จุดเด่นก็คือ การกำกับของเฮนเก้ ที่ปล่อยให้คนดูเอาใจช่วยให้ตัวละครหาทางออก ตามแบบขนบของหนังจากฮอลลีวูด ก่อนที่จะเริ่มทุบความหวังลมๆ แล้งๆ นั้นทิ้ง เพราะมันคือโลกแห่งความจริง ที่มีการตายเกิดขึ้นทุกๆ วัน เฮนเก้ไม่ปราณีปราศรัย หรือถนอมน้ำใจคนดู เพิ่มความกดดันมากขึ้นๆ จนกระทั่งระเบิดออกมา และที่ดูขบขันแกมเสียดสีก็คือ การให้ฉากที่ดูเหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดี กลายเป็นการ์ตูนด้วยรีโมทเพียงอันเดียว (ชนิดที่ รีโมคของอดัม แซนเลอร์จาก คลิ๊ก กลายเป็นของเด็กเล่นไปในทันที) แต่ด้วยบทหนังและบทสนทนาที่น่าเบื่อ มีฉากชวนง่วงหลายตอน ทำให้หนังไม่สามารถจูงใจคนดู ยิ่งไม่มีฉากเลือดสาด ฉากเชือดกันจะๆ รวมถึงการที่หนังทำลายความหวังของคนดู ทำให้หนังอย่างเกมส์หฤหรรษ์ กลายเป็นยาขมหม้อใหญ่ทันที แต่หากใครอยากได้สิ่งที่แตกต่างจากหนังทางฝั่งฮอลลีวูดแล้วละก็ หนังเรื่องนี้ น่าสนใจและน่าหยิบจับมาเปิดดูที่บ้านให้สบายอุราเลยทีเดียวเชียว แต่คงต้องหาโหลดจากบิทนะครับ เพราะรู้สึกว่าไม่มีแผ่นลิขสิทธิ์ในบ้านเรา

AVATAR: อวตาร

Posted in Movie Mania on ธันวาคม 18, 2009 by chubbytid

หลังไททานิคออกฉายในปี 1997 เจมส์ คาเมรอน ก็เก็บตัวเงียบหายไปจากวงการ นอกจากทำหน้าที่อำนวยการสร้างหนังสารคดี Aliens of The Deep ในปี 2005 และ Ghost of The Abyss ในปี 2003 รวมถึงการเป็นผู้อำนวยการสร้างซีรีส์ที่แจ้งเกิด เจสซิก้า อัลบ้าอย่าง Dark Angel (2000-2002) ผู้กำกับท่านนี้ก็ไม่มีผลงานใดๆ ออกมาอีกเลย ทำให้หลายคนคิดว่า หลายคนคิดว่า เขาคงหนีไปอยู่เบื้องหลัง เพราะจากความสำเร็จในการกำกับหนังเพียงไม่กี่เรื่อง ทำให้เขาขึ้นเชื่อเป็นผู้กำกับท๊อปฟอร์มแห่งโลกเซลลูลอยย์ นั้นคือส่วนหนึ่ง แต่เหตุผลหลักจริงๆ ก็คือ เขาเก็บตัวอยู่ เพื่อซุ่มทำหนังที่เขาอยากทำมากที่สุดในชีวิต เพียงแต่เทคนิคในยุคสมัยนั้น ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการส่วนตัวของเขา ได้อย่างเต็มที่ เขาจึงเลือกที่จะพัฒนาเทคนิคที่ว่าให้ถึงขั้นสูงสุด โดยเฉพาะเทคนิค 3 D ที่พัฒนาให้แตกต่างจากทุกเรื่องที่ผ่านมา และบัดนี้ 12 ปีแห่งการรอคอยก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว เขาพร้อมแล้วกับหนังที่ตอบสนองจินตนาการที่กว้างไกล ที่จะนำคุณสู่โลกแห่งความฝัน ทั้งๆ ที่คุณยังคงลืมตาอยู่ กับโลกแห่ง Avatar

ธรณีนี้นี่ใครครอง

เนื้อหาของ Avatar เป็นการผูกเรื่องง่ายๆ เหมือนหนังทุกเรื่องของเจมส์ คาเมรอน (เฉพาะที่เขารับหน้าที่เขียนบท) เรื่องราวของมนุษย์ที่ต้องการทรัพยากรบนดาวแพนโดร่า โลกที่ทุกสรรพสิ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เต็มไปด้วยป่าที่มีต้นไม้สูงราว 1,000 ฟุต ซึ่งแปลกประหลาด เขียวชอุ่ม และเรืองแสงได้ ยังไม่รวมสัตว์นักล่าที่อันตรายมากมาย และชนพื้นเมืองที่เรียกว่าชาวเนวี เป็นมนุษย์ร่างสีน้ำเงินตัวสูงใหญ่ ซึ่งรักสงบเว้นแต่ตอนที่ถูกรุกราน

สำหรับมนุษย์แล้ว ชาวเนวีเป็นเสมือนหอกข้างแคร่ในการเข้าไปกอบโกยทรัพยาการอันมีค่าบนดาวแพนโดร่า แต่การใช้กำลังอาจจะทำให้ดูไร้มนุษยธรรม มนุษย์จึงใช้ไม้นวม โดยการคิดโครงการสร้างตัวเสมือนชาวนาวี เรียกว่า Avatar โดยการฝังจิตของมนุษย์ลงไปแทนในการบังคับและควบคุมจิตใจของตัวเสมือน เจค (แซม วอธิงตัน จากบทคนเหล็กใน Terminator Salvation) อดีตนาวิกโยธิน ที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบจนเป็นอัมพาตครึ่งตัว ถูกเรียกตัวเพื่อการทำหน้าที่เป็นตัวเสมือน แทนน้องชายฝาแฝดของเขาที่เสียชีวิตลง เนื่องจากเขาและน้องชายต่างมี DNA คล้ายกัน ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าควบคุมร่างเสมือนของน้องชายที่เสียชีวิตไปแล้ว

หน้าที่ของเจคคือการเกลี่ยกล่อมให้ชาวนาวี ย้ายถิ่นฐานอออกจากแหล่งเดิม เพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าไปกอบโกยทรัพยาการอันมีค่าได้อย่างเต็มที่ ที่นั้นเจคได้พบกับ เนติรี่ ลูกสาวหัวหน้าเผ่าโอมาติคายา เธอได้สอนให้เจครู้สึกธรรมชาติ และวิถีของชาวนาวีที่มีต่อเอวา รวมถึงวิถีชีวิตที่พึ่งพากันบนดาวแพนดอร่า ยิ่งเจคได้เรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งหลงใหลในความงามของที่นี่มากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดเขาต้องเลือกระหว่างภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายจากโลกและความรัก ความผูกพันที่มีต่อชาวนาวี ในสงครามที่มีอนาคตของโลกมนุษย์เป็นเดิมพัน

แม้จะเชย แต่ได้ใจ

หลายคนอาจจะคิดว่าเนื้อหาของ Avatar นั้นคล้ายคลึงกับหนังแนวเดียวกับก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโพคาฮอนทัส หรือ Dances With Wolves แต่เนื้อหาสำคัญที่แฝงเอาไว้ในเนื้อหาแสนเชยนี่ก็คือ จิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์หลงลืมไปนานแสนนาน การอยู่รวมกับธรรมชาติ และการรักษาสมดุลของการมีชีวิตร่วมกันกับธรรมชาติ รวมถึงความสามัคคีปรองดองในการรักษาแผ่นดินแม่ และถิ่นฐานของตนเอง

แต่ไม่ว่าเนื้อหาจะเชยแค่ไหน แต่สิ่งที่โดดเด่นในหนังเรื่องนี้ก็คือ เทคนิคทางด้านภาพที่ล้ำหน้า สมจริง เนียนอย่างไร้ที่ติ แม้ตลอดเวลา 2 ชม 48 นาที เราจะรู้อยู่แก่ใจว่า ทุกสิ่งที่ปรากฎอยู่บนจอภาพยนตร์มันคือสิ่งที่สร้างด้วย CGI (computer generated imagery) แต่มันก็ทำให้เราเพลิดเพลิน และเชื่อได้ว่าทุกสิ่งที่เห็นมีความเป็นไปได้ จากการแสดงสีหน้าของตัวละคร ทั้งฝ่ายมนุษย์ และชาวเนวี โดยเฉพาะภาพมุมกว้าง ที่ถ่ายทอดความงดงามของดาวแพนโดร่าได้อย่างหมดจด งดงามดั่งสวนสวรรค์ จนบางทีทำให้คิดไปไกลว่า ถ้าหากเราได้อยู่ในโลกแห่งแพนโดราจะวิเศษแค่ไหน

แนะนำว่าควรหาทางดูในแบบ 3 มิติ เพราะคุณจะเห็นความชัดลึกของฉากหลังและตัวละครมากกว่าแบบธรรมดา แต่หากว่าทุนทรัพย์มีจำกัด การดูแบบธรรมดา ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสของหนังเรื่องนี้แต่อย่างไร

12 ปีแห่งการรอคอย ถือว่าไม่เสียเปล่า แม้ว่าจะเชยไปหลายปีก็ตามที

2012 วันสิ้นโลก

Posted in Movie Mania on พฤศจิกายน 17, 2009 by chubbytid

หนังแนวหายนะโลกเป็นหนังที่สร้างกันมากที่สุดในฮอลลีวูด มานานหลายศตวรรษ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับหายนะโลก หรืออวสานโลก ที่เริ่มเป็นที่นิยมสร้างกันในช่วงหลังๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากจิตนาการของผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวอุกบาตชนโลกอย่าง (Armageddon หรือ Deep Impact) แนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลก (Independence Day) หรือแนวเหนือธรรมชาติ (The Happening หรือ Knowing) หรือแนวธรรมชาติเอาคืน (The Day After Tomorrow หรือ The Core) โดยผู้กำกับที่นำเสนอผลงานแนวหนังหายนะโลกออกมาอย่างสม่ำเสมอ ย่อมไม่มีใครไม่รู้จัก โรแลนด์ เอ็มเมอร์ริช

หลังจากหนังแนวหายนะโลก เริ่มตั้งแต่ Independence Day ที่พาเราไปเมามันส์กับมนุษย์ต่างดาวบุกโลก ก่อนจะพาเราไปสู่ยุคน้ำแข็งใน The Day After Tomorrow มาปีนี้ โรแลนด์กลับมาพร้อมหนังอภิมหายนะโลกฟอร์มยักษ์ ที่อ้างอิงมาจากปฎิทินโบราณของชาวมายันที่จะสิ้นสุดลงในปี 2012 นั่นหมายถึงว่าโลกจะสิ้นสุดและถึงกาลอวสานในปีดังกล่าว

นับถอยหลัง…สู่วันสิ้นโลก

แจ็ค (จอห์น คูแซค) เป็นนักเขียนตกอับ ไร้งานประจำ เขาเดินทางไปรับลูกสองคนจากอดีตภรรยา เคท (อแมนด้า พีท) เพื่อไปตั้งแคมป์กันที่เยลโล่สโตน ที่ซึ่งแจ็คพบว่าบริเวณดังกล่าวได้มีหน่วยทหารภายใต้การควบคุมของนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอย่าง เอเดรียน (ชิวีเทล เอจิโอฟอร์) ที่กำลังตรวจสอบบางอย่างใต้พื้นผิวโลกอย่างลับๆ  ต่อมาแจ็คได้พบกับชาลี ฟรอสท์ (วูดดี้  ฮาร์เรลสัน) นักจัดรายการวิทยุเถื่อน ผู้เชื่อว่า วันสิ้นโลกหรือ วันแห่งอโพคาลิพส์ ที่ใกล้เข้ามาแล้ว แม้แจ็คจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก แต่เหตุการณ์หลายๆ อย่างทำให้เขาเริ่มวิตก จนทุกอย่างเกิดขึ้นโดยฉับพลัน เขาจึงต้องหาทางช่วยเหลือครอบครัวเขาให้พ้นจากหายนะเหล่านี้ให้ได้

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีวิลสัน (แดนนี่ โกลเวอร์) กำลังเตรียมการอพยพ เพื่อรักษาชีวิตมวลมนุษยชาติ ศิลปะ พืชพันธุ์ สรรพสัตว์ รวมถึงโบราณวัตถุที่ล้ำค่าที่เริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่ประเทศจีน พร้อมๆ ไปกับความพยายามฟื้นความสัมพันธ์กับลูกสาว ลอร่า (แธนดี้ นิวตัน) ในขณะที่หัวหน้าของเอเดรียนอย่าง คาร์ล (โอลิเวอร์ แพลท) พยายามให้แผนอพยพสำเร็จลุล่วงทันเวลา เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ในขณะที่ทุกอย่างเริ่มนับถอยหลังสู่วันหายนะ

วันพิพากษาโลก

เหมือนกับหนังเรื่องก่อนของโรแลนด์ ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับหายนะที่จะเกิดขึ้นต่อมวลมนุษยชาติอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมโลก ภูเขาไฟระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ พายุถล่มโลก ภูเขาน้ำแข็งละลาย แผ่นดินไหว พร้อมๆ กับการนำเสนอตัวละครที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แต่ต่างวาระ ต่างสถานที่ แต่ทั้งหมดมาร่วมกันในสถานที่เดียวกันในท้ายที่สุด เพื่อร่วมเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่จะชี้ชะตาของการอยู่หรือไปของพวกเขา รวมทั้งคนอื่นๆ

ปัญหาอย่างหนึ่งของ 2012 ที่เหมือนกับหนังเรื่องก่อนหน้านี้ ก็คือ การที่ตัวละครแต่ละตัวมีมิติเดียว หรือการบอกเล่าภูมิหลังของตัวละครเพียงน้อยนิด กระนั้นก็ตาม ด้วยความที่โรแลนด์รับรู้จุดอ่อนตรงนี้ของเขาดี ทำให้เขามักจะเลือกนักแสดงที่มีความสามารถมารับบทสำคัญๆ โดยใน 2012 บทหนักตกอยู่ที่ จอห์น คูแซค (ที่เคยฝากผลงานสุดแจ่มจากบทนักเขียนโดนผีหลอกใน 4108 มาแล้ว)ผู้รับบทแจค ที่นอกจากจะเป็นแค่คนขี้แพ้ในสายตาลูกชายแล้ว การงานและชีวิตก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่เมื่อถึงเวลาคับขันเกี่ยวกับความเป็นตายของครอบครัว แจคก็สู้ไม่ถอย และพยายามทุกวิถีทางในการปกป้องครอบครัวจากเรื่องเลวร้าย

ส่วนพระเอกตัวจริงของหนังเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น บรรดาสเปชเชี่ยล เอฟเฟ็กต์ทั้งหลาย ที่เนรมิตสภาพวันโลกแตกให้เราได้เห็นถึงสภาพที่น่ากลัว เข้าทำนองว่า มนุษย์ไม่สามารถหนีไปได้เลยหากเกิดเหตุการณ์เหมือนกับในหนังเรื่องนี้ นอจากนี้ หนังยังมีการกัดจิกสังคมมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งชันชั้นทางสังคม แม้ยามวาระใกล้ดับสูญของเหล่ามวลมนุษยชาติ สุดท้ายคนที่หนีรอดจากมหันตภัยนี้ ก็มีแต่พวกคนรวยที่ต่างดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ต่างทำตัวเปรียบเสมือนเดินขึ้นเรือสำราญท่องเที่ยวไปในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ที่น่าขันที่สุดก็คือ เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่ จุดที่เป็นจุดรวบรวมมนุษย์ทุกชาติ ทุกเผ่าพันธ์ กับเป็นดินแดนอย่างทวีปอาฟริกา ทวีปที่มีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติมากที่สุดในโลกกลมๆ ใบนี้

หนังยังมีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย โดยผู้กำกับได้ผูกปมความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวแบบหลวมๆ ซึ่งตัวละครแต่ละตัวมีปมในใจหรือมีเรื่องที่ต้องสะสางแตกต่างกัน บ้างก็กลับไปสานความสัมพันธ์ที่ร้าวรานกับคนที่ตนรัก บ้างก็พยายามอยู่กับคนที่ตนรักให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่บ้างถึงแม้จะพยายามประสานรอยร้าวในครอบครัว แต่ดูจะสายเกินไป ทำให้เมื่อดูจบ คิดเพียงว่าหากวันหนึ่ง เหตุการณ์วันสิ้นโลกเป็นไปตามที่หลายๆ คนทำนายทายทัก เราจะเตรียมพร้อมและเตรียมตัวกันอย่างไร

ในอีกแง่หนึ่ง หากเหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเราทุกคนรู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์เหล่านี้ สิ่งหนึ่ที่ผมจะทำก็คือ ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับคนทีผมรัก กับครอบครัวของผมให้มากทีสุดเท่าที่ทำได้ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม อย่างน้อย เราได้ใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว หากอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพียงหากเรามีเวลา ควรหมั่นทำความดีไว้ โดยเฉพาะกับคนที่เรียกได้ว่าเกิดร่วมผืนแผ่นดินเดียวกัน

เฉือน ฆาตกรรมรำลึก

Posted in Movie Mania on พฤศจิกายน 2, 2009 by chubbytid

หลังไปได้ดีกับหนังแนวโหด เลือดสาดอย่าง ลองของทั้งสองภาค ผู้กำกับ โขม ก้องเกียรติ โขมศิริ ก็ลองจับแนวหนังดรามาหนักๆ เกี่ยวกับหมัดมวยอย่างไชยาดูบ้าง แม้ตัวหนังจะไม่ประสบความสำเร็จในยามออกฉาย แต่ก็ไมได้รับคำชมในแง่ของบทภาพยนตร์ และสไตล์การกำกับ จากนั้นโขมก็หายเงียบไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมผลงานเรื่องล่าสุด ที่ได้วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง (ฟ้าทะลายโจร, หมานคร, เปนชู้กับผี และ อินทรีย์แดง) มารับหน้าที่ในการเขียบบทร่างฉบับแรก (โขมเขียนบทภาพยนตร์ เปนชู้กับผี) ในหนังแนวสืบสอนทริลเลอร์ จิตวิทยาอย่าง เฉือน

มูลเหตุของคดี

กรุงเทพเมืองฟ้าอมร เมืองใหญ่ที่ทุกคนต่างเข้ามาแสวงโชค และความร่ำรวย ต้องสั่นสะเทือนไปทั่วเมือง เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสุดสยอง สภาพของเหยื่อทุกรายถูกฆ่าหั่นศพ และนำชิ้นส่วนยัดลงกระเป๋าเดินทางสีแดงใบใหญ่ ทุกศพไม่มีหลักฐานในการโยงไปหาตัวฆาตกรรายนี้ อีกทั้งเหยื่อแต่ละราย ก็ไม่มีมูลเหตุหรือความเกี่ยวข้องแม้แต่รายเดียว ทำให้ตำรวจมืดแปดด้าน

ไท (เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ) นักโทษชั้นหนึ่ง ลูกมือของชิน หรือ ป๋าชิน (นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ที่ฝันถึงเหตุการณ์ร้ายในอดีตทุกค่ำคืน เกี่ยวกับกระเป๋าสีแดงใบใหญ่ จนกระทั่งป๋าชินได้มีโอกาสดูเทปบันทึกการสัมภาษณ์ของหมอ ในตอนแรกชินไม่ชื่อว่าไทจะมีสามารถชี้ตัวฆาตกรได้ แม้เป้จะเพียรพยายามบอกว่า เขานั้นรู้ว่าจะไปสืบหาตัวฆาตกรกระเป๋าแดงได้จากไหนก็ตาม ชินคิดว่า ไทกุเรื่องขึ้น เพื่อต้องการออกจากคุก และกลับไปใช้ชีวิตกับน้อย (เจสซี่ เจสสิกา ภาสะพันธุ์) เหมือนเดิมเท่านั้น

แต่เมื่อเหตุสยองเกิดขึ้นอีกครั้งกับลูกชายรัฐมนตรี ทำให้ชินโดนกดดันจากรัฐมนตรี ในการทำทุกวิถีทางเพื่อจับฆาตกรรายนี้มาลงโทษให้ได้ ทำให้ชินต้องนำไทออกมาจากเรือนจำ การต่อรองเกิดขึ้น ไทขอให้ปล่อยตัวเขาโดยไม่มีข้อแม้ และขออิสระในการทำงานทุกอย่าง โดยภายใน 15 วัน เขาจะต้องนำตัวฆาตกรมาลงโทษให้ได้ โดยจับตัวภรรยาของเขาไว้เป็นตัวประกัน ถ้าเขาไม่กลับมาพร้อมฆาตกร ให้ฆ่าภรรยาเขาทันที

ไทเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่จากมานานหลายสิบปี เพื่อรำลึกถึงเพือนในวัยเด็ก นัท เด็กที่เป็นลูกไล่ของไท ยอมทุกอย่างเพื่อได้เป็นเพื่อนกับไท ทั้งสองมีสถานะภาพทางครอบครัวเหมือนกัน ไทเป็นลุกติดพ่อที่อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยง ในขณะที่นัทอาศัยอยู่กับพ่อ ที่มองเห็นลูกตัวเองเป็นดั่งกระสอบทรายยามเมามายไม่ได้สติ  เมื่อความทรงจำในวัยเด็กกลับคืนมาเรื่อยๆ พร้อมกับสิ่งเลวร้ายในวัยเด็กที่ไทลืมเลือนไปนาน ก็กลับคืนมาหลอกหลอนไทอีกครั้ง

เมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายเฉลยออกมา ทำให้ไทมั่นใจว่า ฆาตกรรายนี้คือนัทแน่นอน ไทจึงต้องแข่งกับเวลา ในการสืบหาตัวนัทให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คดีที่ปิดลงกับแผลที่ยากจะลืมเลือน

เฉือนมีจุดเด่นอยู่ตรงเนื้อหาที่ค่อนข้างแรงแบบถึงลูกถึงคน ที่มาพร้อมกับบทหนังที่แน่นในระดับหนึ่ง อีกทั้งทีมนักแสดงที่ทุ่มกับหนังเรื่องนี้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าบทเล็กบทน้อย แต่ก็ส่งผลทำให้เฉือนมีแนวทาง และหน้าหนังที่น่าสนใจ หนังนำเสนออกมาในแนวทริลเลอร์ สืบสอน สอบสวน มีการเปิดเผลปมปัญหา รวมถึงพฤติกรรมของตัวละครแต่ละตัวที่ละนิดๆ โดยไม่มีการแง้มพรายให้กับผู้ชมได้รับทราบ แม้กระทั่งตัวเดินเรื่องอย่างไท ทำให้คนดูรับรู้เรื่องราวและปมต่างๆ ไปพร้อมกับตัวละคร

นอกจากนี้แล้ว บทหนังยังโยงไปยังปัญหาในสังคม โดยเฉพาะการทารุณกรรมเด็ก และการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือแม้กระทั่งในสถานศึกษา โดยบุคคลที่เรียกว่าผู้ปกครองและแม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวผลักดันในตัวฆาตกรใน เฉือน แสดงพฤติกรรมตอบโต้ ซึ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่เกิดจากการโดนกระทำทารุณตั้งแต่ยังเด็ก

การถูกกระทำจากบุคคลใกล้ชิด และมีอิทธิพล หรือมีอำนาจเหนือเด็ก (ในทีนี้คือพ่อและครู) สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเกิดอาการเครียด เกิดความกังวล โกรธ เกลียดตัวเองที่ไม่สามารถต่อต้าน ต้องยอมรับผลจากการถูกกระทำ จนกลายเป็นโรคภาวะตึงเครียดทางจิต หรือโรคเครียดกลังจากการถูกกระทำ (PostTraumatic Stress Disorder หรือ PTSD) ซึ่งจะส่งผลทำให้เด็กมีพฤติกรรมผิดปกติทางด้านเพศ และอาจส่งผลถึงพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศได้ในท้ายที่สุด (ข้อมูลบางส่วนจาก http://icare.kapook.com/rape.php?ac=detail&s_id=37&id=1199)

การที่นัทโดนกระทำจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในวัยเดียวกัน จากผู้ที่เรียกตัวเองว่า แม่พิมพ์ หรือ พ่อพิมพ์ของชาติ รวมถึงผู้บังเกิดเกล้าอย่างพ่อของตัวเอง ที่ชอบทุบตี และระบายออกจากอารมณ์ใส่นัท ซึ่งไม่อาจะตอบโต้ได้ เนื่องจากผู้กระทำคือพ่อแท้ๆ ของตัวเอง และที่หนักข้อที่สุด ก็คือการโดนกระทำชำเราจากผู้เป็นพ่อ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่นัทจะเริ่มมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน และแอบชอบไทอยู่ลึก เพราะในความรู้สึกของนัท ไทคือบุคคลเข้มแข็งที่สามารถปกป้องตนเองได้จากคนอื่นๆ รอบข้าง ในขณะที่ตนเองไม่สามารถฝืนหรือต่อต้านได้ และเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไม นัทถึงไม่แค้นเคืองไทเลยที่หักหลังตนเองในท้ายที่สุด

การซ่อนโฉมหน้าฆาตกร ที่ค่อยๆ เปิดเผยในตอนช่วงท้ายของเรื่อง แม้ว่าจะดูด้อยและอ่อนพลังในตอนท้ายๆ แต่นั้นก็ไม่ใช่ข้อด้อยที่มากเกิน เพราะส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือ การผูกโยงเรื่องราว รวมถึงการโยงเหตุฆาตกรรมทั้งหลายที่ไม่น่าเข้ากัน ให้เข้าด้วยกันได้อย่างแนบเนียน มีที่มาที่ไปที่ค่อยๆ เฉลยตลอดเวลาที่เหตุการณ์ดำเนินไป คล้ายๆ การปะติดปะต่อเรื่องราวจากชิ้นส่วนของภาพจิ๊กซอว์ ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกัน ทำให้ตอนท้ายเรารู้สึกสงสารกับชะตากรรมที่ทั้งนัทและไทต้องพบเจอ

แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ตัวฆาตกร หรือนัทจะต้องรับโทษจากสิ่งที่ตนเองกระทำก็ตาม แต่หากมองลึกลงไปในเนื้อหาแล้ว นัทก็คือผู้ถูกระทำจากสังคมที่ทุกอย่างมีเพียงเปลือกนอก ที่สวยงาม แต่เมื่อเฉือนสิ่งที่ฉาบหน้าออกมาที่ละน้อยๆ ความฟอนเฟะ เน่าเหม็น และอยุติธรรม ก็จะเผยตัวตนออกมากอย่างหมดเปลือกในท้ายที่สุด

รถไฟฟ้า…มาหานะเธอ

Posted in Movie Mania on ตุลาคม 17, 2009 by chubbytid

หนังไทยเรื่องล่าจากค่ายอารมณ์ดี GTH ที่หนนี้คว้าเอาหนุ่มฮอตทางจอแก้วอย่างเคน ธีรเดช มาขึ้นจอเงิน(หลังจากข้างหลังภาพ) ผลงานกำกับและเขียนบทโดยผู้กำกับอารมณ์ดี อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม เจ้าของผลงานร่วมกำกับจากแฟนฉัน และผลงานเดี๋ยวกำกับเรื่องแรก หมากแตะโลกตะลึง ที่โดนกระหน่ำมรสุม เพราะเนื้อหาดันไปทำให้เพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว ถึงกับขัดเคือง จนทำให้หนังโดนถอดออกจากโปรแกรมชั่วคราว เพื่อนำไปตัดต่อและถ่ายซ่อม ประวัติศาสตร์มีให้จดจำฉันใด หนนี้ผู้กำกับอดิสรณ์จึงคว้าเรื่องราวใกล้ตัวคนกรุง อย่างรถไฟฟ้า มาผูกเรื่องเป็นหนังตลก-รักเบาสมอง ในผลงานที่ชื่อว่า รถไฟฟ้า…มาหานะเธอ

รถด่วนขบวนสุดท้ายยุค 2009

เรื่องราวของเหมยลี่ (คริส หอวัง) เป็นสาวอายุ 30 ที่มีพฤติกรรมป่วนและรั่วอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือ การเมาในงานแต่งงานของเพื่อนบรรดาเพื่อนสาวๆ เพราะมันตอกย้ำชีวิตโสดสนิทไร้ชายข้างกายของลี่ซะเหลือเกิน หลังลากสังขารกลับจากการส่งเพื่อนสาวสุดซี้อย่างเป็ด (โอปอล) เข้าห้องหอ ด้วยความเศร้าบวกกับความเมา ทำให้ลี่ขับรถเสยเข้ากับแผงโจ๊กในตลาดโต้รุ่ง เพราะหักหลบมอเตอร์ไซด์ที่วิ่งตัดหน้า ส่งผลให้รถเก๋งคันงามพังยับไม่มีดี ทำให้ป๊าผู้ต่อต้านแอลกอฮอลล์ทุกชนิด ลงโทษห้ามเธอขับรถอีกต่อไป แต่ยังไงก็ตาม ลี่ได้พบกับชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือ แม้จะไม่รู้จักชื่อ แต่ลี่ก็รู้สึกถูกชะตาเขาคนนั้นเข้าให้แล้ว

เมื่อไร้ซึ่งรถยนต์อันแสนสะดวกสบาย ลี่จึงต้องออกไปผจญการจราจรสุดโหดของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ ในแต่ละวันลี่ต้องปากกัดตีนถีบ ขึ้นมอเตอร์ไซค์ ต่อรถตู้ โบกแท็กซี่ โหนรถเมล์ โดดลงเรือ ฯลฯ บวกกับความเมื่อยล้าจากการเดินทางแบบมหาโหด เป็นผลทำให้เวลานอนของลี่เริ่มแปรปรวน จนคืนหนึ่งเธอตื่นมากลางดึก และแอบดอดขึ้นไปดื่มเบียร์บนดาดฟ้า ลี่บังเอิญไปเจอลูกจ้างชายหญิงกำลังโจ๊ะพรึ่บๆ  กันอยู่ เหตุการณ์ในคืนนั้น ทำให้ลี่ได้พบกับชายหนุ่มที่เธอหลงอย่าง ลุง (เคน – ธีรเดช) วิศกรรถไฟฟ้ากะดึก ด้วยความบังเอิญ

หลังจากคืนนั้น ลี่กับลุงก็เจอกันอีกหลายหนบนเส้นทางของรถไฟฟ้า ทำให้ลี่เริ่มรู้สึกแปลกๆ และสำนึกได้ว่าคนๆ นี้ คือคนที่เธอใฝ่ฝันมานาน หากไม่ทำอะไร เธออาจกลายเป็นหญิงโสดคนสุดท้ายในกรุงเทพมหานคร ทำให้ลี่ตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอเคยคิดแต่ไม่กล้าลงมือมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ การจีบผู้ชาย แต่ด้วยอาการรั่ว ปนซุ่มซ่าม กลับกลายเป็นว่าเธอหาเรื่องปวดหัวมาให้ลุงซะมากกว่า

ประกอบกับความอ่อนในการจีบผู้ชาย ทำให้ลี่ต้องหันไปของความช่วยเหลือ เพลิน (แพท อังศุมาลิน) เด็กสาวข้างบ้านที่สับรางบรรดาแฟนหนุ่ม ได้เก่งกว่าพนักงานสับรางรถไฟ เพลินรับอาสาช่วยเหลือเต็มที่ แต่หลังจากได้เจอลุง เพลินกับหักหลัง จะลงมือเป็นฝ่ายจีบซะเอง แล้วตั๋วรถไฟขบวนสุดท้ายจะตกเป็นของใคร เรื่องราวจะลงเอยยังไง ลี่จะสามารถคว้าใจลุงได้หรือไม่ หาคำตอบได้จากในหนังครับ

สถานีปลายทางอ่อนนุช…ขอบคุณที่ใช้บริการรถไฟฟ้า

โดยส่วนตัว เป็นหนังไทยน่ารักๆ คิขุ (แบบผู้ใหญ่) ที่ดูสนุกเรื่องหนึ่ง บทตลกส่วนใหญ่ตกเป็นของ คริส หอวัง กับบทสาวขึ้นคานที่รั่วได้ทุกสถานการณ์  ที่นอกจากชีวีตรักจะไม่รุ่งแล้ว ชีวิตการงานก็ดูจะไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ (ขายแผงโซลาร์ เซลล์) หนังใช้ประโยชน์จากความน่ารักของคริส ในการทำให้ผู้ชมรู้สึกหลงรัก และให้อภัยในความรั่วของเธอ และใช้ความหล่อของ เคน ธีรเดช ในการมัดใจผู้ชมสาวแท้และเทียมให้ตีตั๋วเข้าชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ผู้กำกับ อดิสรณ์ ใช้ความบังเอิญเฟ้อไปหน่อย พร้อมๆ กับการเน้นมุขฮาซะเยอะกว่าค่อนเรื่อง ทำให้ตอนสุดท้าย บีบอารมณ์ได้น้อยเกิน (สำหรับผมนะ) ทำให้การที่เคนชอบลี่นั้น ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหนังด้วย เพราะดูมันสั้นและรวบรัดเกินไปหรือเปล่า? แต่หนังก็มีฉากน่ารักๆ อย่างการใช้รูปแบบจำลองการหมุนรอบดวงอาทิตย์สองรอบ แทนเวลาที่ผ่านไป หรือการได้เห็นหางดาวแมคไบรส์ ที่แม้จะอยู่คนละซีกโลก แต่สิ่งที่มองเห็น คือ สิ่งเดียวกัน ในช่วงเวลาที่แตกต่าง หรือการเปลี่ยนงานทำของตัวเอกทั้งสองคนในตอนท้าย ก็บอกเป็นนัยๆ ถึงความรู้สึกที่มีต่อกัน โดยเฉพาะตอนจบที่ผมคิดเอาเองว่า ถ้าจบอีกแบบ โดยไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด มันจะลงตัวกว่านี้หรือไม่ หากจบลงที่ลุงโทเข้ามา แล้วถามลี่เรื่องวันสงกรานต์ และก่อนลี่จะตอบหรือรับคำใดๆ กล้องก็แฟดมืดไป พร้อมกับเสียงเพลง โปรดส่งใครมารักฉันที ของอินสติง ขึ้นมา มันจะดูลงตัวและโรแมนติกกว่านี้หรือเปล่า

FAME: ขอดังสักทีเหอะ

Posted in Movie Mania on ตุลาคม 15, 2009 by chubbytid

ระยะหลังๆ หนังเพลงหรือว่าหนังที่มีเพลงประกอบเยอะเป็นกระบุง เริ่มกลับมาฮิตในแวดวงฮอลลีวูด เริ่มต้นจากหนังเพลงที่ได้รับรางวัลออสการ์อย่าง Chicago ในปี 2002 ตามด้วย Dreamgirls ในปี 2006 ทำให้หนังเพลงเริ่มเป็นทีนิยม แต่แทนที่จะเน้นฉากอลังการหรูหรา หนังแนวนี้กลับเน้นไปที่วัยรุ่น หรือ วัยทีนแทน เพราะถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการทำให้หนังประสบความสำเร็จ (หรือไม่ก็ทำให้ซาวน์แทร็คที่ออกมาขายฮิตกระหึ่มหากหนังไปไม่ถึงฝั่งฝัน) ไม่ว่าจะเป็น Set up (2006), Step up: The Streets (2008), Make It Happen (2008), High School High Musical 3 (2008) หรือการรีเมคหนังเพลงอย่าง Hairspray (2007) และ Mama Mia!! (2008) ทั้งหมดที่กล่าวมา และอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้พูดถึง บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ประสบความล้มเหลว แต่กระนั้น เพลงที่ใช้ประกอบหนังเหล่านี้ก็ติดหูและติดลมบน เป็นที่รู้จักมากกว่าตัวหนังซะอีก

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นแค่การเกริ่นเล็กๆ น้อยๆ (ประมาณว่าบ้าน้ำลาย) แต่เหตุผลจริงๆ ที่ตัดสินใจเข้าไปดู Fame ก็คือ ชื่อผู้กำกับที่ชื่อเป็นฝรั่ง แต่นามสกุลเป็นคนไทยอย่าง เควิน ตันเจริญ และยิ่งได้ฟังเพลงประกอบจากหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้การตัดสินใจเลือกดู Fame เป็นอีกหนึ่งเหตุผลรองจากที่ว่า นี่คือหนังรีเมคจากหนังเจ้าของรางวัลออสการ์ เพลงนำ และเพลงประกอบยอดเยี่ยมชื่อเดียวกันในปี 1980 ผลงานของอลัน ปาร์คเกอร์ (เจ้าของผลงานเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Busy Malone, Midnight Express, Birdy, Angel Heart, The Commitments, Evita และ Angela’s Ashes

เหล้าเก่าในขวดใหม่ หรือ เหล้าใหม่ในขวดเก่า

เควิน ตันเจริญ ผู้กำกับวัย 24 คนนี้ เป็นคนไทยที่เกิดและโตที่นครลอสแองเจิลลิส ด้วยความที่พ่อของเขาทำงานในกองถ่าย ทำให้เควินคลุกคลีในโลกแห่งวงการมายาตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ เควินทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะถูกดึงมาร่วมงานกับบริทนีย์ สเปียร์ และ N’Synce ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบท่าเต้น (เควินเรียนด้าน Chronographer มา) และได้มีโอกาสกำกับทัวร์คอนเสริ์ตให้กับบริทนีย์ ตอนทีเขาอายเพียง 19 ปีเท่านั้น (เควินมีโอกาสได้ร่วมงานกับนักร้องชื่อดังไม่ว่าจะเป็นมาดอนน่า เจนนิเฟอร์ โลเปช และพุชซี่ แคทดอลส์อีกด้วย)

Fame เริ่มเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครแต่ละตัวที่ต้องเดินทางไปคัดตัวเพื่อเรียนที่โรงเรียนสอนศิลปะการละครและเต้นรำแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค พร้อมๆ กับบอกกล่าวถึงปัญหาของแต่ละคนว่ามีอะไรบ้าง ระหว่างการคัดเลือก จากนั้นก็ตัดมาในช่วงเริ่มต้นปีหนึ่งในโรงเรียนแห่งนี้ ที่แต่ละคนต้องปรับเปลี่ยนและเรียนรู้กันและกัน ก่อนจะค่อยๆ เขยิบขึ้นไปในแต่ละปี รวม 4 ปี แต่ละคนมีหนทางและทางแยกที่ต้องเลือกเดินแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง  รวมถึงทางออกของแต่ละคน จนกระทั่งแต่ละคนสำเร็จการศึกษาออกไปจากโรงเรียนนี้ในตอนท้าย

สำหรับฉบับวัยรุ่นขาแดนซ์ แตกต่างอย่างไรกับต้นฉบับนั้น อันนี้ก็จนปัญหา เพราะไม่เคยดู แต่จากที่ได้ดูและสัมผัสได้ก็คือ หนังไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร เริ่มแรกก็คือ การแบ่งเรื่องราวออกเป็นชั้นปี ทำให้ความต่อเนื่องขอเหตุการณ์ค่อนข้างสะดุด บางปัญหาผู้สร้างทิ้งปมเอาไว้ โดยไม่สานต่อ ยิ่งตัวละครมีเยอะ ทำให้การจำแนกแจงบทให้แต่ละคนมากมาย และเยอะจนจำไม่ไหว ทำให้ความผูกผันระหว่างตัวละครกับคนดูไม่มีในที่นี้ รวมถึงทางออกของแต่ละอุปสรรคดูง่ายดาย และมองโลกในแง่ดีเกินไป

ยามแสงไฟมืดลง

Fame เป็นหนังที่ดูเพลินๆ หากคุณไม่คิดอะไรมากกับบางส่วนของหนังที่ละเลย และไม่สานต่อ (ไม่รู้ว่าที่ทำแบบนี้ เพื่อเป็นการคาราวะฉบับดั้งเดิมที่ผู้กำกับทำให้แต่ละปัญหา เป็น Open-end ให้คนดูไปคิดต่อหรือเปล่า) หากได้บทที่ขัดเกลาและดีกว่านี้ หนังฉบับรีเมคนี้อาจจะเป็นฉบับที่ดูสนุก และทำให้ผู้ชมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับเพลงเพราะๆ ที่ดัดแปลงให้ร่วมสมัยกับยุคนี้ก็ได้ รวมถึงนักแสดงหน้าใหม่ทั้งหลายที่คัดมาจากโรงเรียนศิลปะการแสดงและการเต้นรำ ที่แต่ละคนถือว่าทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แต่ไม่มีใครโดดเด่น นอกจาก Asher Book เจ้าของบท มาโก้ กับเสียงเพลงขั้นเทพในการจีบสาว (เขาคนนี้กำลังจะออกอัลบั้มในสังกัดเวอร์เนอร์มิวสิค) และเสียงอันทรงพลังของ Naturi Naughton ในบท เดนนิส

แม้ว่าหนังจะมีข้อบกพร่อง แต่หากนับว่านี้เป็นการกำกับหนังเรื่องแรกถือว่า เควิน ผู้กำกับสายเลือดไทยคนนี้อาจจะต้องฝึกปรือวิทยายุทธให้มากขึ้นอีก รวมถึงการได้บทดีๆ ที่สามารถแสดงศักยภาพของเขาออกมาให้เด่นชัดกว่านี้ มิใช่เพียงแค่พลุที่เจิดจรัสยามยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะวูบดับลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงเถ้าถ่านในอากาศ

แด่คนดีที่จากไป บัณฑิต ฤทธิ์ถกล (2494-2552)

Posted in Movie Impression on ตุลาคม 4, 2009 by chubbytid

portait

เริ่มต้นในฐานะนักหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หลังจากนั้นก็ออกมาเขียนบทหนังและบท วิจารณ์หนังในหนังสือรายสัปดาห์ประชาธิปไตย ผ่านนามปากกา “ทองฝาน” ภายหลังจากที่คุณศิลา ยิ่งสุขวัฒนา นักวิจารณ์ประจำหนังสือเสียชีวิต ก่อนจะเขยิบมาเป็นมือเขียนบทให้กับหนังเรื่อง ‘โบตั๋น’ ในปี 2518 ควบคู่ไปกับการทำงานในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหนังไทยอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ‘เสือภูเขา’ (2522), ‘ไอ้ผาง ร.ฟ.ท.’ (2525) และ ‘ทอง ภาค 2’ (2525) จนกระทั่งได้มีโอกาสทำงานในฐานะผู้กำกับหนังไทยเต็มตัวจากเรื่อง ‘คาดเชือก’ ในปี 2526 (แต่หนังออกฉายจริงในปีถัดมา) แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ทำให้คนไทยได้มีผู้กำกับหนุ่มหน้าใหม่ที่ชื่อว่า บัณฑิต ฤทธิ์ถกล หรือคุณอาบัณฑิต

ถึงแม้ว่าผลงานกำกับหนังเรื่องแรกในชีวิตจะไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเก็บรายได้เฉพาะในเขตกรุงเทพไปได้เพียง 3 แสนบาทเท่านั้น (ลงทุนไป 2 ล้าน) แต่ก็ไม่ขาดทุนมากนัก เพราะยังพอขายหนังให้กับสายตามต่างจังหวัดได้ แต่อาบัณฑิตก็ยังอยากทำหนังในแบบที่ตัวเองต้องการ จึงยอมลงทุนด้วยเงินตัวเองที่มีอยู่ในการกำกับหนังเรื่องที่สอง ‘คนดีที่บ้านด่าน’ (2528) แต่ก็ยังประสบความล้มเหลวทางรายได้ อีกทั้งหนังที่รับจ้างกำกับอย่าง ‘มือเหนือเมฆ’ (2527) ก็ไม่ทำเงินตามเป้าที่วางไว้ ทำให้ชีวิตอยู่ในช่วงลำบาก จนบริษัทไฟว์สตาร์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมกับมอบโอกาสในการกำกับหนังเรื่องใหม่ ‘คู่วุ่นวัยหวาน’ (2529) นับว่าเป็นการทำงานร่วมกับบริษัทไฟว์สตาร์เป็นครั้งแรก

หลังจากผลงานกำกับหนังเรื่องที่ 4 ประสบความสำเร็จทางรายได้ อาบัณฑิตก็มีผลงานโดดเด่นออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่นับว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็คงหนีไม่พ้น ‘บุญชู ผู้น่ารัก’ ในปี 2531 (และมีภาคต่อออกมาอีกถึง 5 ตอน ไม่นับตอนย่อยอีก 2 ตอนที่แทรกอยู่ในภาค 5) ถึงแม้ว่าอาบัณฑิตจะมีผลงานกำกับหนังตลาดซะเป็นส่วนใหญ่ แต่หนังตลาดเหล่านี้ก็แฝงแง่คิดของการมองโลกในแง่ดี รวมถึงคติเตือนใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘อนึงคิดถึงพอสังเขป’ (2535) หรือ ‘อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2’ (2539) อาบัณฑิตก็ยังมีผลงานกำกับระดับคุณภาพที่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น ‘ด้วยเกล้า’ (2530), ‘ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44’ (2533), ‘กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้’ (2537) และ ‘สตางค์’ (2543)

หลัง 14 ตุลาสงครามประชาชน แม้อาบัณฑิตจะมีปัญหาสุขภาพ แต่ก็ยังคงมีผลงานกำกับหนังอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการร่วมงานของค่ายใบโพธิ์ ก่อนจะกลับมาร่วมงานกับค่ายไฟว์สตาร์อีกครั้งกับการกลับมาของหนังภาคต่อสุดฮิตอย่าง ‘บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู’ ในปี 2551 และอนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่งในปีถัดมา พร้อมกับการเตรียมงานบุญชูภาคใหม่

อย่างไรก็ตาม อาบัณฑิตก็ไม่สามารถเปิดกล้องบุญชูภาคใหม่ได้ตามที่ใจปรารถนา เพราะเมื่อตอนสายของวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล อาบัณฑิตได้จากโลกนี้ไปด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันขณะกำลังฟอกไตอยู่ที่โรงพยาบาล คงเหลือไว้แต่ผลงานในอดีตที่ทรงคุณค่าต่อวงการหนังไทยในบ้านเรา ให้เราได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีผู้กำกับอารมณ์ดีอย่าง บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

สิ่งที่เหลือไว้ เพียงผลงานที่ควรแก่การจดจำ

เหล่านี้คือผลงานที่โดดเด่นที่ควรค่าแก่การหามาชื่นชมและรำลึกถึงอาบัณฑิตที่จากไป

reply142641_Resize of ด้วยเกล้าด้วยเกล้า (2530) เรื่องราวของ เสาคำ (จรัล มโนเพ็ชร) ชาวนาจากภาคเหนือชาวนา ที่ได้เมล็ดข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งจากพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งทรงนำข้าวจากแปลงทดลองในพระราชวังมาหว่านในพระราชพิธี เมื่อกลับบ้าน แม่เลี้ยงบัวเรียน (นฤมล นิลวรรณ) ได้ขอแบ่งไปเมล็ดหนึ่งเพื่อนำไปบูชา ขณะที่ เสาคำ ใช้เมล็ดข้าวเปลือกที่เหลือเป็นเมล็ดพันธุ์

สิบปีต่อมานาของเสาคำก็ปลูกแต่ข้าวที่มีต้นกำเนิดมาจากพระราชพิธีสำคัญนั้น ในช่วงหน้าแล้งการทำนาไม่ค่อยได้ผล ชาวนาขาดทั้งน้ำใช้และน้ำทำนา จึงต้องไปซื้อน้ำจากบ่อน้ำที่มีอยู่เพียงบ่อเดียวในหมู่บ้านของบัวเรียน อีกทั้งต้องนำบ้านและที่ดินไปจำนองเพื่อจะนำเงินมาใช้จ่ายด้วย เสาคำก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย ต่อมาลูกชายของเสาคำได้เข้าทำงานในโครงการพระราชดำริ และดำเนินการจนได้รับพระราชทานฝนเทียม รวมทั้งพาชาวนาเข้าร่วมโครงการเกษตรของในหลวง

เป็นงานในระดับมาสเตอร์พีชของอาบัณฑิต ที่สร้างขึ้นเพื่อเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2529 และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี 2530 และมักจะนำมาฉายให้ได้ดูซ้ำกันทุกปีในวันที่ 5 ธันวาคม เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างสังคมเกษตรกรรมและสังคมทุนนิยม ผ่านตัวละคร และการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจของพระองค์ท่าน

ด้วยเกล้ายังถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียว ที่ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ 9 เพลง อาทิ สายฝน ยามเย็น และ แสงเทียน มาใช้เป็นเพลงนำประกอบ และได้รับรางวัล สุพรรณหงส์ทองคำ ถึง 2 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมทั้งยังได้รับรางวัลพระสุรัสวดี ถึง 2 สาขา คือ ภาพยนตร์เกียรติยศสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

20280-0104กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (2537) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… เด็กๆในหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้หนีออกจากบ้าน และแอบเข้าไปเที่ยวเล่นในปราสาท ซึ่งมีแม่มดใจร้ายอยู่ เด็กๆถูกนางแม่มดใจร้ายสาปให้เป็นสัตว์ต่างๆ พอดีเจ้าชายเดินทางผ่านมา จึงใช้ดาบวิเศษช่วยเด็กๆ เหล่านั้น ให้พ้นคำสาปของแม่มด แม่มดได้เสกยักษ์ตาเดียวขึ้นมาจากหลุมตรงเข้าต่อสู้กับเจ้าชายอย่างดุเดือด” นี่เป็นเพียงนิทานที่ดำรง (สันติสุข พรหมศิริ) เล่าให้ลูกทั้งสามฟังเสมอ แต่ในชีวิตจริงเด็กทั้งสามได้พบเหตุการณ์ยิ่งกว่านิทาน เมื่อดำรงและภรรยา (จินตรา สุขพัฒน์) แยกทางกัน เพราะเธอคิดว่า ดำรงมีชู้ ทำให้ครอบครัวที่ดูมีความสุข ต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตาลูกทั้งสามคน จนทำให้ชีวิตของทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม

ถือเป็นงานมาสเตอร์พีชของอาบัณฑิตอีกชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการใช้ภาษาหนัง บทภาพยนตร์ที่แน่นและชัดเจน รวมถึงการนำเสนอความเป็นจริงที่โหดร้ายในสังคมปากกัดตีนถีบ ปัญหาเด็กไร้บ้าน เด็กจรจัด ปัญหายาเสพติด และปัญหาโสเภณีเด็ก (ในยุคนั้น) ที่ออกมากลมกล่อม และที่สำคัญหนังไม่ประนีประนอมกับคนดูเลยแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าหนังจะได้รับสามรางวัลใหญ่ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) จากงานประกวดภาพยนตร์แห่งชาติ รางวัลสุพรรณหงส์ แต่หนังกลับล้มเหลวทางด้านรายได้เมื่อออกฉาย ทำให้หนังได้ชื่อว่า หนังดีที่ไม่มีคนดู เรื่องหนึ่งของวงการหนังไทย

ProThum822551114151ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44 (2533) เรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นหญิงมัธยมที่สัญญากันไว้ว่า จะมาเจอกันทุกปี ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก่อนแยกย้ายไปตามทางของตนหลังจบการศึกษา ลำยง (จินตหรา สุขพัฒน์) ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างที่เธอตั้งความหวังไว้ และได้ทำงานด้านสื่อสารมวลชนอย่างที่เธอฝันไว้ ในขณะทีเพื่อนคนอื่นๆ ต้องเผชิญกับชะตากรรมในสังคมที่มองผู้หญิงคือเครื่องมือทางเพศ ทำให้ลำยงลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อสิทธิของผู้หญิงในสังคม แม้ว่าเธอจะต้องผิดใจกับเพื่อนรัก และเผชิญหน้ากับอิทธิพลมืดที่มีผู้ชายเป็นตัวการก็ตาม

หนังแฟมินิสต์ของไทย ที่บอกเล่าความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นเพศแม่เป็นเพียงวัตถุทางกามารมณ์ พร้อมกับสังคมที่ทำให้ผู้หญิงต้องแปรเปลี่ยนไปตามกระแสค่านิยม เพื่อให้อยู่รอดในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และถือเป็นหนังที่จินตหราได้ทิ้งการแสดงแบบท๊อปฟอร์มเอาไว้ให้เรารู้ว่า เธอไม่ได้มีดีเพียงแค่เป็นนางเอกวัยรุ่นเท่านั้น หนังคว้ารางวัลจากชมรมนักวิจารณ์บันเทิงมาได้ 4 รางวัลด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

บุญชูหนังชุดบุญชู ผู้น่ารัก (2531-2552) บุญชู บ้านโข้ง (สันติสุข พรหมศิริ) เด็กหนุ่มจากสุพรรณ ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับบัวลอยหลานสาวซึ่งเป็นลูกสาวของบุญช่วย พี่ชายของบุญชู เพื่อเรียนกวดวิชาก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยหวังจะเข้าคณะเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บุญชูได้พบกับเพื่อนๆ (กลุ่มซูโม่) และโมรีสาวน้อยน่ารัก (จินตหรา สุขพัฒน์) ด้วยความเป็นคนที่มีอุปนิสัยแสนซื่อ ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย และต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นลูก

หากบุญชูคือตัวแทนของคนในสังคมชนบทในระดับรากหญ้า และกลุ่มโมลีคือตัวแทนคนในสังคมเมือง ถือได้ว่าบุญชูคือการผสมผสาน การใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท พร้อมๆ กับสะท้อนปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ในทุกยุคทุกสมัย พร้อมมุมมองในการแก้ไขปัญหาแบบคนมองโลกในแง่ดี ที่อิงคำสอนทางพุทธศาสนามาประกอบได้อย่างแยบยล

แม้ว่าอาบัณฑิตจะจากโลกไปแล้วก็ตามที แต่ผลงานที่อาได้สร้างไว้ จะคงอยู่เหนือกาลเวลาอย่างแน่นอน หลับให้สบาย และขอให้อาจงไปสู่สุคติด้วยครับ

“เป็นคนดีที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นคนดีที่แท้จริง

เป็นคนดี เป็นคนดี เป็นคนดี ตลอดไป”

จาก คนดีที่บ้านด่าน (2528)

Sorority Row VS Friday 13th

Posted in Movie Mania on กันยายน 30, 2009 by chubbytid

Sorority Row: สวย ซ่อน หวีด

หนังรีเมคมาจากต้นฉบับ ในปี 1983 เรื่อง The House on Sorority Row บอกเล่าเรื่องราวของสาวสุดฮอต 6 คน แห่งบ้านเตต้า ไพ กับอดีตที่ทั้งหมดอยากจะลืม เมื่อแผนการสั่งสอนแฟนหนุ่ม (เก่า) ของเพื่อนสาวในกลุ่มผิดพลาด กลายเป็นความตายของเมแกน (รับบทโดย ออดิน่า พาทริดจ์) 1 ใน 6 คน ทำให้ 5 สาวที่เหลือสาบานจะปกปิดเรื่องเป็นความลับ แม้ว่าแคสิดี้ (รับบทโดย บิอันนา เอวิแกน จาก Step Up2) จะไม่เห็นด้วย แต่ต้องจำใจยอมทำตามมติในกลุ่ม โดยมีเจสสิก้า (รับบทโดย ลีอาห์ ไปป์) เป็นตัวตั้งตัวตีในการปิดบังเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น 8 เดือนหลังจากนั้น พวกเธอทั้ง 5 ก็จบการศึกษา และในวันสุดท้ายของชีวิตในวิทยาลัย กับงานปาร์ตี้อำลา พวกเธอทั้งหมดกลับต้องเผชิญหน้ากับความลับที่ทุกคนสัญญาไว้ เมื่อเมแกนขึ้นมาจากหลุมเพื่อมาทวงแค้นกับสิ่งที่ทั้ง 5 ทำกับเธอไว้ทีละคน ทั้ง 5 ต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากเกมส์อำมหิตนี้ให้ได้

ต้นฉบับของ Sorority Row ถือกำเนิดจากฝีมือการสร้างสรรค์ของ มาร์ค รอสแมน ที่ตอนนั้นต้องการสร้างหนังสยองขวัญแนวสืบสวน สอบสวนสักเรื่อง โดยต้องแตกต่างกจากหนังแนวสยองขวัญ เชือดเลือดสาดที่กำลังดังในยุคนั้นอย่าง Halloween และ Friday 13th หลังจากเขียนบทเสร็จแล้ว เขาก็ควานหาตัวคนที่จะมาสานฝันให้เป็นจริง ก่อนจะตัดสินใจลงมือกำกับเอง ด้วยเงินทุน 3 แสนเหรียญ (ตอนหลังได้เงินทุนจาก Flim Ventures มาร่วมลงทุนในการทำดนตรีประกอบ และซาวนด์) แม้นักวิจารณ์จะบอกว่ามันคือเกรดบีไร้สาระ แต่มันกลับทำเงินทำทองพอประมาณในยามที่ออกฉายในปี 1983 แม้จะผ่านมานาน 25 ปี แต่มันก็ยังคงเป็นหนังที่มีคนเช่าดูอยู่เรื่อยๆ บนชั้นวางในร้านเช่าดีวีดี ก่อนที่ดาริน โฮเลนเดอร์ จะเล็งเห็นว่า เนื้อหาและความสนุกของ The House On Sorority Row ยังคงน่าสนใจ จึงได้โยนความคิดดังกล่าวให้กับสองนักเขียนบทคู่หู จอช สตอลเบิร์ก (ผลงานการเขียนบทจากเรื่อง Good Luch Chuck ใครรู้จักบ้าง)และ ปีเตอร์ โกลฟิงเกอร์ (เรืองนี้เป็นผลงานแรกของเขา) ก่อนจะให้สตวจ แฮนเลอร์ (ผลงานก่อนหน้านี้จากเรื่อง Whisper ใครเคยได้ยินบ้าง ยกมือขึ้น) มารับหน้าที่กำกับ

บทหนังที่หลวม และไม่สร้างสรรค์ อีกตั้งคอสตูม และอาวุธของฆาตกรที่ดูไร้รสนิยม แสดงให้เห็นว่าหนังไร้ซึ่งจินตนาการ และชั้นเชิงในการหลอกล่อคนดู เป็นการรีเมคและดำเนินเรื่องตามพิมพ์นิยมของหนัง Bitch Slasher Film ในยุค 70-80 ตัวละครบางตัวสร้างมาแบบไมมีเหตุผลมารองรับ ก่อนจะโดนกำจัดด้วยการเป็น 1 ในเหยื่อการสังหารโหดของฆาตกร การเปิดโปงฆาตกรก็ไม่ตื่นเต้น หรือลุ้น หรือเซอร์ไพรซ์ ใดๆ ทั้งสิ้น เนืองจากหนังไม่ได้ทำให้รู้สึกตื่นเต้นหรือว่าลุ้นตามไปด้วยเลย พร้อมกับตอนจบที่ทิ้งปมไว้สำหรับภาคต่อ แต่จากการเปิดตัว และรายได้ คิดว่าคงได้ทำต่อในรูปแบบดีวีดอย่างแน่นอน หนังดูได้สำหรับการฆ่าเวลา แต่ไม่ดูน่าจะดีกว่า

——————————

Friday 13th Part 12: การกลับมาอีกครั้งของฆาตกรหน้ากากฮอกกี้

เห็นแบบนี้ไม่มใช่ภาคต่อกจากภาค เจสัน X หรือว่า เจสัน แอนด์ เฟร็ดดี้ นะครับ แต่เป็นการรีเมค ศุกร์ 13 ฝันหวาน ของพี่ไมค์ จอมเผาหมู่บ้าน ระเบิดปีระมิด (ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง) ที่ชอบหยิบหนังแนวเชือด สับมารีเมคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น The Texas Chainsaw Massacre, The Texas Chainsaw Massacre: The Beginning, The Hitcher, The Amityville Horror และล่าสุดปีหน้ากับการปลุกผีจอมกวน เจ้าพ่อนิ้วเขมือบ เฟร็ดดี้ ครูเกอร์ แห่ง A Nightmare on Elm Street โดยรีเมคมาจากต้นฉบับของผู้กำกับ เวส คราเวน ในปี 1984

สำหรับภาคใหม่นี่เริ่มต้นด้วยการจับเอาตอนท้ายของหนังภาคแรกฉบับดั้งเดิม ที่แม่ของเจสันถูกสังหาร ด้วยการบั่นคอ หลังจากที่คลุ้มคลั่ง เพราะลูกชายคนเดียวเจสันต้องจมน้ำตาย จากความเลิ่นเล้อของกลุ่มพี่เลี้ยงภายในแคมป์ Crystal Lake  และลุกขึ้นมาเก็บพี่เลี้ยงเด็กในแคมป์ที่ละคนก่อนหนังจะเผยให้เห็นเงาตะคุ่มของเด็กคนหนึ่ง ที่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างทางหลังจากแอบดูสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ก่อนจะหยิบหัวของแม่เจสัน และเดินหายไปในป่าลึก หนังตัดมาในอนาคต (กี่ปีไม่รู้) กลุ่มวัยรุ่นเดินทางมาตั้งแคมป์ใกล้ๆ กับคริสตัลเลค ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำกิจกรรม และทุกฆ่าในตอนท้ายสุด ก่อนจะตัดมา 2 เดือนข้างหน้า กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มใหม่เดินทางมาพักบ้านตากอากาศของสมาชิกในกลุ่ม พร้อมกับเปิดตัวชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่มาตามหาน้องสาวที่หายสาปสูญไป ก่อนจะแยกย้ายกันไป จากนั้นก็เริ่มต้นเหตุการณ์ฆาตรกรรม สลับกับภาพกิจกรรมของวัยรุ่นกลุ่มใหม่ สุดท้ายทั้งหมดก็ต้องมาฟาดฟันกับเจสัน เพื่อหาทางเอาชีวิตรอดออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้

สำหรับการกลับมาใหม่ของเจสัน เป็นงานกำกับของ มาร์คัส นีสพาว (กำกับ The Texas Chainsaw Massacre ภาครีเมค) หนังดัดแปลงจากของเดิมเยอะพอสมควร คล้ายเป็นการเอาภาคแรกกับภาคสองมาผสมกัน และพยายามตีความใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม  ส่วนสิ่งที่ดีทีสุดของหนังก็คือ ฉากต้นกำเนิดการใส่หน้ากากฮอกกี้ของเจสัน ที่ให้ตัวละครตัวนี้กลายเป็นตำนานหนังแนวเชือดมาจนถึงทุกวันนี้ นอกนั้นสอบตกหมดครับท่าน นอกจากตัวละครจะไม่มีการพัฒนา และอารมณ์ร่วมให้กับคนดูได้ลุ้น กับการตัวละครแต่ละตัวต้องพบจุดจบจากน้ำมือของเจสันแล้ว หนังสร้างความสะใจกับคนดูด้วยวิธีการฆ่า (แต่ไม่สร้างสรรค์) ไม่มีฉากลุ้น หรือว่าอะไรทั้งสิ้น เน้นสะใจอย่างเดียวล้วนๆ จนทำให้คิดว่า การรีเมคหนังแนวเชือดในยุคเก่า จำเป็นต้องเน้นการฆ่าแบบสะใจด้วยเหรอ (หนังไม่ได้เข้าบ้านเรานะครับ หาดูได้จากร้านเช่าวีดีโอ)

Ponyo: On A Cliff By The Sea

Posted in Movie Mania on กันยายน 2, 2009 by chubbytid

อนิเมชั่นน่ารักๆ ของค่ายจิบลิ จากฝีมือผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ เจ้าของผลงานอนิเมชั่นลือลั่นสนั่นออสการ์อย่าง Spirited Away รวมถึงผลงานอื่นๆ จากค่ายจิบิล ไม่ว่าจะเป็น Howl’s Moving Castle, Princess Mononoke,  Grave of the Fireflies, My Neighbor Totoro และ Laputa: Castle in The Sky นับเป็นการกลับมาทำอนิเมชั่นอีกครั้งของ ฮายาโอะ มิยาซากิ หลังจากที่ปล่อยให้ลูกชาย โกโร่ มิยาซากิ กำกับอนิเมชั่นที่ดัดแปลงมาจากนิทานซีรีส์เรื่อง Earthsea เรื่อง Tales From Earthsea ออกมาในปี 2006

แม้ Tales From Earthsea จะสามารถขึ้นอันดับหนึ่งในตารางบ๊อกออฟิสที่ญี่ปุ่น (ทำเงินกว่า 900 ล้านเยน หรือ 7.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่ก็ไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ นักประพันธ์ Ursula K. LeGuin เจ้าของนิทานซีรีส์ดังกล่าว ยังรู้สึกผิดหวังเพราะพล็อต และเนื้อความนั้นได้ถูกบิดเบือนไปอย่างรุนแรง กระทั่ง จนได้รับรางวัล Grand Prize จาก Bunshun Kiichigo Awards ประจำปีนั้นไป (รางวัลราซซี่อะวอร์ดส์ ในเวอร์ชันญี่ปุ่น ซึ่งแจกให้กับภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี)

ทำให้ฮายาโอะต้องกลับมาแก้มือ และกู้ชื่อให้ค่ายจิบลิของตนอย่างเป็นการเร่งด่วน ด้วยการทำ Ponyo ออกมาในปี 2008 ก่อนจะทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ในตารางหนังทำเงินในสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย รวมถึงการได้รับรางวัลจากงานประกวดภาพยนตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Venice Future Film Festival จาก Venice International Film Festival ครั้งที่ 65, โตเกียวอนิเมชั่นอวอร์ดครั้งที่ 8 (5 รางวัล รวมถึงอนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปี) และรางวัล Animation of the Year กับ Outstanding Achievement in Music จากเทศกาล Japan Academy Prize ครั้งที่ 32 และได้รับการจัดจำหน่ายในประเทศอเมริกา โดยค่ายดิสนีย์ ซึ่งขณะนี้ทำเงินไปแล้วกว่า 11 ล้านเหรียญ (จากจำนวนโรงฉายเพียง 880 โรง)

จากท้องทะเลสู่โลกกว้างใหญ่

เรื่องราวของนางเงือกตัวน้อยๆ ลูกสาวของฟูจิโมโตะเจ้าสมุทร ที่หนีออกจากบ้านมาเล่นซุกซน จนพลั้งพลาดติดขวดโหลเกยฝั่ง โซสุเกะ เด็กชายอายุ 5 ขวบ คุณพ่อเป็นนักเดินเรือ คุณแม่ทำงานบ้านพักคนชรามาเจอเข้าเขานึกว่าเป็นปลาทอง แล้วทุบขวดโหลช่วยเหลือออกมา พร้อมตั้งชื่อให้เสร็จสรรพว่า ปอนโย (หรือโปเนียว)

โซสุเกะพาปอนโยไปโรงเรียนอนุบาล ที่อยู่ติดกับบ้านพักคนชรา จนเกิดเรื่องวุ่นวายเล็กๆ ขึ้น ฟูจิโมโตะ มาตามตัวเธอกลับไป แต่ปอนโยเกิดอยากอยู่กับโซสุเกะขึ้นมาเสียแล้ว แถมตอนที่เขาช่วยเธอออกจากขวดโหลนั้น ปอนโยเลียเลือดจากนิ้วของโซสุเกะที่โดนขวดบาด ทำให้เธอสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ นอกจากนี้ เธอเป็นถึงลูกของเจ้ามหาสมุทร มีพลังแฝงมากจนทำลายเขตกักกันของฟูจิโมโตะ เธอหนีจากที่พักตามหาโซสุเกะจนท้องทะเลปั่นป่วน เกิดพายุและคลื่นสินามิพัดกระหน่ำไปทั่ว

คืนนั้น ปอนโยก็ได้พบกับโซสุเกะสมใจ แต่เมืองท่าที่พวกเขาอยู่อาศัยก็จมน้ำทะเลมิดไปเลย รุ่งเช้า โซสุเกะจะออกไปตามหาคุณแม่ที่บ้านพักคนชรา ปอนโยเสกเรือของเล่นให้ลำใหญ่ขึ้น แต่ว่า ร่างของเด็ก 5 ขวบนั้นมีพลังอยู่อย่างจำกัด เธอเริ่มง่วงนอนและกลับไปเป็นปลาอีกครั้ง โซสุเกะจะต้องพาเธอไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกทดสอบจากคุณแม่ของปอนโย หากโซสุเกะยอมรับตัวตนของปอนโยได้ เธอก็จะกลายเป็นมนุษย์ โดยไม่มีพลังเวทอีกต่อไป หากโซสุเกะไม่ยอมรับในตัวตนของปอนโย เธอก็จะกลายเป็นฟองน้ำ

อนิเมชั่นแบบเด็ก แต่แฝงแนวคิดแบบผู้ใหญ่

อาจจะดูแห้งแล้งอารมณ์ขันไปหน่อย และดูไร้เหตุผลในบางจุด แต่ก็นับว่า โปเนียว มีเสน่ห์ในแบบที่อนิเมชั่นจากค่ายจิบลิพึ่งมี ถ้าใครเคยดู Spirited Away รวมถึงอนิเมชั่นเรื่องอื่นๆ จากค่ายนี้ (จะดูจากโรงภาพยนตร์ หรือดีวีดีแทนก็ตามแต่) แต่ที่รู้สึกได้อย่างหนึ่งก็คือ อนิเมชั่นจากค่ายนี้มักจะนำเสนอเรื่องราวการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ และธรรมชาติมาเป็นแกนในการดำเนินเรื่องหลัก (แม้ว่าสุสานหิ่งห้อยจะมีเรื่องราวแนวต่อต้านสงครามเป็นแกนหลัก แต่ในบางครั้งก็เหมือนโหยหาบรรยากาศองสังคมญี่ปุ่น ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง) รวมถึงเสน่ห์ในแบบอนิเมชั่น 2 มิติ ที่นับวันจะหาดูได้อย่างในโลกเซลลูลอยส์ แม้โปเนียวอาจจะไม่เต็มเปี่ยมไปด้วย ปรัชญาลึกซึ้งเท่ากับ Spirited Away และ Princess Mononoke หรือตลกขบขันอย่าง Totoro หรือ แฝงแง่คิดในการต่อต้านสงครามอย่าง Grave of the Fireflies  แต่มันก็ถือเป็นหนังอนิเมชั่น 2 มิติที่คุ้มค่าต่อการตีตั๋วเข้าไปดูซะนี่กระไร

สามชุก หนังดีที่ไม่มีคนดู

Posted in Movie Mania on สิงหาคม 31, 2009 by chubbytid

วัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลียนแปลง ช่วงแห่งความคึกคะนอง วัยสดใส มีความฝัน และความรัก เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกทางเดินในอนาคต วัยรุ่นอาจจะดูกร่าง ดูแกร่ง ดูเชื่อมั่นในบางครั้ง แต่ลึกๆ แล้ว พวกเขาเหล่านี้ต้องการความรัก ความเข้าใจจากครอบครัว คนรอบข้าง และความเชื่อมั่น เพื่อดำรงชีวิตอย่างสงบสุขในสังคม ยามที่พวกเขาเดินทางพลาดไปโดยความไม่รู้เท่าทัน โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่กำลังระบาดอย่างหนักในสังคมไทยและทั่วโลกขณะนี้

สามชุกสร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2536 ในโรงเรียน สามชุกรัตนโภคาราม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เรื่องราวระหว่างอาจารย์พินิจ อาจารย์ฝ่ายปกครองธรรมดา กับเด็กมัธยมปลาย 7 คน ที่กำลังอยู่ในวัยสดใส สนุกสนาน คึกคะนอง มีความฝัน และความรัก เมื่อทั้ง 7 ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามา ทำให้พวกเขาหลงทางและหาทางออกไม่เจอ รวมถึงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ทั้งหมดตกสู่วังวนของการติดยา เมื่ออาจารย์พินิจรู้เรื่องลูกศิษย์ทั้ง 7 จึงพยายามหาทางช่วยเหลือ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากอาจารย์ภายในโรงเรียนเดียวกัน คนในชุมชน และคนในครอบครัวของเด็กในกลุ่มบางคน เพราะอาจารย์พินิจเชื่อว่า ทั้งหมดเป็นเพียงเหยือของความเสื่อมทรามในสังคมไทยเท่านั้น

ความผิดพลาดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

จากเรื่องจริง ของเด็ก 7 คนในอำเภอสามชุก ที่มีชีวิตวัยมัธยมเหมือนเด็กทั่วไป มีความรัก มีความคะนอง ทั้ง 7 คน ได้แก่ วาล พัน ยอด เอก นักเรียนตัวแสบชั้น ม. 5 และรุ่นน้องม.4 ที่สนิทกันอีก 3 คน เทพ ปอด โบ๊ะ ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ต้องเปลี่ยนไป เมื่อวาลต้องทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของพ่อที่เสียไปแล้วทิ้งไว้ให้ วาลต้องทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนหลายอย่าง และนี่คือย่างก้าวแรกที่ยาบ้าแทรกเข้ามาในกลุ่มของวาล ไอ้ดำเพื่อนที่อู่แนะนำให้วาลรู้จักยาบ้า ที่จะทำให้วาลทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่เหน็ดเหนื่อย

ไม่นานวาลก็ตกอยู่ใต้อำนาจของมันอย่างช้าๆ แทนที่ยาจะช่วยให้วาลมีเงินช่วยแม่ใช้หนี้ แต่มันกลับกลายทำให้วาลต้องการยามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดวาลก็เป็นผู้นำยาสู่เพื่อนๆ อีก 6 คน ทั้ง 6 คนหันมาทดลองยาด้วยหลากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นปอดที่มีพ่อขี้เหล้าและชอบตีแม่ โป๊ะที่มักถูกรุ่นพี่กลั่นแกล้งจะไถเงินเป็นประจำ พันที่อาศัยอยู่กับพี่สาว แต่ไม่มีเวลาให้ ทำให้เขาเหมือนไร้ค่า หรือเทพที่แม้ทางบ้านจะมีฐานะ แต่ขาดความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อ

เรื่องราวลุกลามจนถึงตำรวจ อาจารย์พินิจจึงได้ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจารย์พินิจพยายามปรับความคิดของเด็กโดยให้ใช้ปัญญาและยืดอกรับปัญหาต่างๆ รวมทั้งปรับความเข้าใจของคนใกล้ชิดเด็ก รวมถึงชาวบ้านในชุมชนสามชุก ให้ทุกคนได้รู้ว่าปัญหายาเสพติดไม่ได้เป็นความผิดของเด็กฝ่ายเดียว ผู้ปกครองต้องเอาใจใส่ ชุมชนต้องป้องกัน

ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ด่าทอโยนความผิดให้กัน อาจารย์พินิจพยายามตะโกนดังๆ ให้ทุกคนในชุนชน และสังคมรู้ว่าปัญหาของเด็ก 7 คนนี้เป็นเพียงลางบอกเหตุ หากทุกคนเลือกที่ปัดปัญหา โดยการตัดโอกาศเด็กพวกนี้ และปล่อยให้เด็กทั้ง 7 จมหายไปกับความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อนาคตก็ต้องมีเด็กๆ ลูกๆหลานๆ ของคนในชุมชน ที่ต้องพลาดติดมันอีกอย่างแน่นอน อาจารย์พินิจขอโอกาสให้เด็กๆ ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และรับปากจะทำให้เด็ก 7 คน เลิกยากลับมาเป็นคนดีและอยู่ร่วมในชุมชนอย่างสงบสุขให้ได้

ขอเพียงกำลังใจและโอกาสอีกครั้ง

ถือเป็นหนังเล็กๆ ทีตีแผ่เรื่องความจริงในซอกหลืบเล็กๆ มุมหนึ่งในสังคมไทย บอกผ่านความสัมพันธ์ระหว่างงครูกับลูกศิษย์อีก 7 คน ที่กระตุ้นให้ชุมชนลุกฮือขึ้นมาร่วมมือกันต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ผ่านการดำเนินเรื่องที่ที่เรียบง่าย แสดงให้เห็นถึงปัญหาของยาเสพติด ที่ใช่ว่าจะเกิดเฉพาะชนชั้นในสังคมชนชั้นเดียว  แต่ปัญหาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับรากหญ้า ระดับชนชั้นกลาง และระดับสูงที่กำลังเป็นปัญหาในสังคมขณะนี้อย่างตีแผ่ ด้วยความเรียบง่ายในการนำเสนอ ทำให้เราอินได้ไม่ยากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในความเรียบง่าย ก็ทำให้หนังดูเนือยๆ ได้เหมือนกันในบางช่วง และบทพูดบางประโยคก็ดูทือ แต่นั้นไม่ทำให้หนังเรื่องนี้หนีห่างจากหนังดีของปีนี้ไปได้

ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะดูเลวร้าย และหมดทางเยียวยา หากแต่คนในสังคมรู้จักปรับตัวเข้าหากัน ช่วยกันสร้างเกราะป้องกันชุมชน เข้าใจในปัญหาอย่างเข้าใจ ปราศจากอคติและอารมณ์ ปัญหาก็จะสามารถคลี่คลายไปได้ด้วยดี ขอเพียงมีความรัก ความเข้าใจ และเชื่อมั่น ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าอาจจะต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่าง แต่ประสบการณ์จะสอนให้ทุกคนจดจำและแก้ไข เพราะคนเราทุกคนสามารถทำผิดกันได้ ขอเพียงกำลังใจและโอกาสอีกสักครั้ง….เท่านั้นเอง

หนังดีอีกเรื่องที่ได้ชื่อว่า หนังดีที่คนไม่ดู ของปีนี้

ข้อมูลประกอบและรูปภาพประกอบ: www.samchukmovie.com