Underworld 4 Awakening (2012)

Posted in Movie Mania on มกราคม 22, 2012 by chubbytid

Photobucket

เมื่อมนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของแวมไพร์และไลแคน สงครามระหว่างเผ่าพันธ์จึงบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เซลีน (เคต เบกคินเซล) นักรบสาวแวมไพร์ พร้อมด้วย ไมเคิล (สก๊อต สปีดแมน) จึงพยายามหลบหนีออกจากเมือง แต่ทั้งสองถูกหน่วยตามล่าค้นพบเสียก่อน จึงเกิดจากต่อสู้กัน เซลีน ได้รับบาดเจ็บและหมดสติไป เมื่อลืมตาขึ้น เซลีน พบว่าตนเองอยู่ในห้องทดลองแห่งหนึ่ง และมีคนช่วยเธอหลุดออกจากพันธนาการ เมื่อหลบหนีออกจากห้องทดลองได้แล้ว เธอจึงรู้ว่าตนเองได้หลับไปนานถึง 12 ปี และไมเคิลถูกมนุษย์สังหารไปเมื่อ 12 ปีก่อน ไม่ช่าเมื่อเซลีนค้นพบว่าตนเองได้ให้กำเนิดทายาท อีฟ (อินเดีย ไอส์เลีย) ระหว่างถูกแช่แข็งอยู่ภายในห้องทดลอง เธอจึงต้องออกตามหาและพาอีฟหลบหนีไปจนกระทั่งพบกับพวกพ้องแวมไพร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ที่นั้นเธอได้พบกับ เดวิด (ธีโอ เจมส์) ลูกชายของผู้นำเผ่าแวมไพร์ที่หลงเหลืออยู่ เดวิดผู้ร่วมมือกับเธอเพื่อแก้แค้น เมื่อไลแคน ศัตรูดั้งเดิมผงาดขึ้นมามีอิทธิพลอีกครั้ง แม้แต่เซลีนเองก็ดูราวกับไร้พลังที่จะเผชิญหน้ากับคู่ปรับที่ร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ “อูเบอร์ ไลแคน” ไลแคนที่ถูกดัดแปลงด้านพันธุกรรมให้โหดและร้ายกว่าเดิม

Underworld 4 Awakening กำกับการแสดงโดย มานส์ มาร์ลินด์ และ ยอห์น สเตน ภายใต้การควบคุมดูแลของ เลนส์ ไวส์แมน (Underworld, Underworld Evolution, Die Hard 4) บทภาพยนตร์โดย เลน ไวส์แมน และ จอห์น ฮาวิน ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย อลิสัน เบอร์เน็ท (Fame เวอร์ชั่น 2009 และ Untraceable)

หนังจับเอาเหตุการณ์จากภาค Evolution หนังยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างสองเผ่าพันธ์ คือ ไลแคน และ แวมไพร์ โดยมีกลุ่มมนุษย์เข้ามารับรู้ถึงการมีอยู่ของสองเผ่าพันธ์นี้ หนังดำเนินเรื่องฉับไว กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ รวมถึงเทคนิคพิเศษที่ดูดีกว่าทุกภาค และงานสเกลที่ใหญ่กว่า แม้ว่าจะเป็นงานกำกับเรื่องแรกของทั้ง มานส์ มาร์ลินด์ และ ยอห์น สเตน แต่ก็เรียกได้ว่างานที่ออกมาดูน่าพอใจ หนังมีฉากแอ๊คชั่นอยู่เกือบตลอดทั้งเรื่อง ในส่วนเนื้อหายังคงเหมือนทุกภาค ที่ผูกปมปัญหาอย่างหลวมๆ และใส่รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ลงมาระหว่างทาง แม้ว่าการปูพื้นตัวละครบางตัวจะดูไร้ที่มาและทิศทาง แต่ถือว่าหนังตอบสนองความต้องการของคนดูได้อย่างเต็มที่ ถือเป็นหนังแอ๊คชั่นเรื่องแรกของปีที่ดูสนุกและคุ้มค่าตั๋ว (ระบบธรรมดา) มากเรื่องหนึ่งทีเดียว

Bad Teacher (2011)

Posted in Movie Impression on มกราคม 16, 2012 by chubbytid

Photobucket

อลิซาเบธ ฮัลซีย์ (คาเมรอน ดีแอช) ครูปากร้ายและไร้ปรานี แถมยังทำตัวไม่เหมาะสมกับอาชีพครูอย่างที่สุด เธอทั้งดื่มเหล้าเมาหัวราน้ำ พี้กัญชา และใช้กลโกงทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เธอปรารถนา เธอและแทบทนรอไม่ไหวที่จะได้แต่งงานแต่งการ พร้อมสะบัดก้นให้กับงานสอนที่โรงเรียนมัธยมเสียที แต่เมื่อเธอถูกคู่หมั้นทอดทิ้ง เธอก็เริ่มเดินแผนการที่จะเอาชนะใจครูหนุ่มสุดหล่อ พ่อรวย (จัสติน ทิมเบอร์เลค) แทนที่หนุ่มเก่าทันที ด้วยการแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานสาวไฟแรง เอมี่ (ลูซี่ พันช์) แต่ตัวเธอเองก็ต้องคอยหนีจากครูสอนพละจอมตื๊อ (เจสัน ซีเกล) ด้วยเหมือนกัน แผนการสุดอลหม่านของอลิซาเบธและผลงานสุดป่วนที่ตามมา ทำให้ทั้งลูกศิษย์ เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ตัวเธอเองต้องช็อคไปตามๆ กัน

Bad Teacher ผลงานกำกับของ แจ็ค คาสเดน (Orange Country และ Walk Hard: The Dewey Cox Story) จากบทของ ลี ไอเซนเบิร์ก และ ยีน สปูนิสกี้ (Year One) และถือเป็นการนำคู่รักที่ร้างลากันไปอย่าง จัสติน และ คาเมรอน มาเจอกันแบบจังๆ บนจอ (ทั้งคู่เคยร่วมงานใน Shrek The Thrid มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เป็นการพากย์เสียงตัวละคร)

Bad Teacher อาจจะดูเป็นหนังแนวตลกร้ายว่าด้วยครูตัวแสบ แต่ลึกๆ แล้วหนังจิกกัดระบบการศึกษา ที่ไม่ได้ให้ความรู้อะไรกับเด็กนอกจากการความเครียดแล้วการแข่งขัน ความไร้สาระของผู้ปกครองที่มักกำหนดแนวทางให้ลูกตัวเองเดิน เพราะคิดว่านั้นคือสิ่งที่ดีสำหรับเขาแล้ว และหน้าที่ของผู้ที่เรียกตัวเองว่า ครู ที่คอยประสิทธิประสาทความรู้ให้กับเด็กนักเรียนของตน ที่ต้องตระหนักว่าบทบาทและหน้าที่ของตัวเองไม่ได้อยู่แค่เพียงในห้องเรียนหรือในตำราเรียนเท่านั้น แต่ครูที่ดีควรจะเอาใจใส่ และรู้จักโน้มน้าวให้เด็กเห็นศักยภาพของตนเอง รวมถึงคอยดูแลไม่ให้เด็กเดินออกนอกลู่นอกทาง แม้ว่าในหนัง ฮัลซีย์ อาจจะห่างไกลจากคำว่า ครูที่ดี (เพราะพฤติกรรมสุดห่าม) แต่อย่างน้อย แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นครูที่ดีไมได้ เพราะอย่างน้อยๆ เธอก็ค้นพบหนทางที่จะช่วยเหลือเด็กนักเรียนเหล่านี้ตามความสามารถของเธอที่มีอยู่ในตอนท้าย

The Girl with the Dragon Tattoo (2012)

Posted in Movie Mania on มกราคม 9, 2012 by chubbytid

Photobucket

 

ลิสเบธ ซาลันเดอร์ (รูนีย์ มาร่า) หญิงสาวผู้ลึกลับผู้มากับการแต่งตัวแนวพังค์ร๊อคในชุดหนังดำ ขอบตาดำ เจาะห่วงตามร่างกาย และมีรอยสักรูปมังกร เธอเป็นนักแฮ็คมือฉกาจ และเธอได้เข้าไปพัวพันกับการสืบคดีผู้หญิงที่หายตัวไปของนักข่าวหนุ่ม มิเกล บลูมควิสต์ (แดเนียล เคร็ก) นักข่าวจอมขุดคุ้ยประจำนิตยสาร มิลเลนเนียม ถูกบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่สั่งฟ้อง และต้องแพ้คดี พร้อมทั้งโดนจำคุก 3 ปี หลังจากที่เขาพยายามเปิดโปงว่าผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับการคอรัปชั่น ด้วยชื่อเสียงอันลือเลื่องในการเค้นความจริงแบบเอาเป็นเอาตาย ระหว่างรอลงอาญานั้นเองมิเกลได้รับการติดต่อว่าจ้างจาก เฮนริก ฟานเกอร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) มหาเศรษฐีชื่อดัง ให้ช่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมปริศนาคดีหนึ่งที่ถูกปิดตายมาหลายทศวรรษ ทั้งสองจึงต้องพลิกคดีขึ้นมาใหม่ในแบบทุลักทุเลในการค้นหาความจริงอันน่ากลัวนี้

The Girl with the Dragon Tattoo กำกับโดย เดวิด ฟินเชอร์ (Alien 3, Seven, Panic Room และ The Social Network) ที่รีเมคมาจากหนังสัญชาติสวีเดน The Girl with the Dragon Tattoo ฉบับปี 2009 (โดยผู้กำกับ นีลส์ อาร์เดน ออพเลฟ) ซึ่งดัดแปลงจากนิยายเล่มแรกชื่อเดียวกันจากสามเล่มของ สตีก ลาร์สสัน (โดยมี The Girl Who Played with Fire และ The Girl Who Kick the Hornets’ Nest เป็นสองเล่มที่เหลือ) สำหรับเวอร์ชั่น 2011 เขียนบทโดย สตีเว่น เซลเลี่ยน (Schindler’s List, Clear and Present Danger, Hannibal, Gang of New York, American Gangster และ Moneyball)

หนังเน้นการใช้บรรยากาศคลุมเครือ และการดำเนินเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง มิเกล และ ลิสเบธ ที่ต่างก็มีภาระที่ต้องจัดการ ควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน ก่อนที่จะมาเกี่ยวข้องและทำงานร่วมกันในตอนกลางของเรื่อง หนังใช้ประโยชน์จากโลเคชั่นที่เป็นเกาะกลางทะเล และพายุหิมะ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เย็นยะเยือกให้กับหนังสืบสวนเขย่าขวัญเรื่องนี้ รูนี่ มาร่า (Nightmare on Elm Street (2010) และ The Social Network) รับบทเป็น ลิสเบธ ได้อย่างลงตัว แววตาและบุคลิกทำให้เราพอเดาได้ว่า เธอคนนี้ผ่านเรื่องเลวร้ายมาก โดยเฉพาะการกดขี่ทางเพศที่เธอได้รับตั้งแต่สมัยอายุ 12 เธอต้องการใครสักคนที่เข้าใจและให้ความอบอุ่นกับเธอได้ เมื่อต้องประชันบทกับ เคร็ก แดเนี่ยล ที่งวดนี้สลัดคราบสายลับเจมส์ บอนด์ มารับบท มิเกล นักข่าวที่กำลังประสบปัญหาทางอาชีพ และต้องเข้ามาผัวพันกับคดีภายในครอบครัว เฮนริก ฟานเกอร์ ก็ไม่ทำให้ รูนี่ ดูหม่นลงแต่อย่างใด

นอกจากจุดเด่นในเรื่องบรรยากาศ และการดำเนินเรื่องแล้ว ฟินเชอร์ ยังไม่มุมกล้อง และการถ่ายภาพในการบอกเล่าเรื่องราว รวมถึงดนตรีประกอบที่เน้นบรรยากาศที่ลึกลับ และไม่น่าไว้วางใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพโหดๆ หรือ แนวสยองมากระตุกต่อมคนดู รวมถึงการแอบแฝงประเด็นการคุกคามทางเพศไว้แบบเบาๆ แต่หนักแน่น

ส.ค.ส. สวีทตี้ (2012)

Posted in Movie Mania on มกราคม 2, 2012 by chubbytid

Photobucket

ตั๊ด (แดน วรเวช) ชายหนุ่งไฟแรงผู้มีวงจรชีวิตเป็นวงกลม เพราะผูกติดอยู่แต่ลูกฟุตบอล ชีวิตประจำวันในหนึ่งวันของเขาวนเวียนอยู่กับกีฬาฟุตบอลไม่หยุดหย่อน โดยที่เขาไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร ทำให้ มาแตร์ (แพท อังศุมาลิน) แฟนสาวทนไม่ไหวจึงบอกเลิก ในขณะที่ตั๊ดยังงงงวยอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองทำมันผิดตรงไหน ง้อ (คิรติ มหาพฤกษ์พงศ์) เพื่อนสนิทของมาแตร์ก็บอกรักเขาในวันนั้น ในห้วงเวลาแห่งความสับสนเช่นนี้ ตั๊ด ทำตัวไม่ถูกว่าเขาควรจะเดินหน้าหรือว่าปฎิเสธ แม้ปากจะบอกว่า โอเค

ขณะเดียวกันเดียวกัน มาแตร์ ก็ได้เจอกับคนที่ตนเองคิดว่าใช่ในห้องน้ำหญิง เมื่อ แทน (เป้ อารักษ์) มาเล่นกีตาร์แทนเพื่อน มาแตร์พยายามทำตัวสนิทสนมและเอาชนะใจของแทน ในขณะที่แทนเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบมาแตร์ ในขณะที่ ฟ้า (สายป่าน อภิญญา) ที่มักผิดหวังจากการรักคนหน้าตาดี ทำให้ ฟ้า เริ่มตั้งเป้าหมายในการมีคนรัก ขอเพียงเขารักเธอคนเดียวก็พอ ฟ้าจึงโทเข้าไปในรายการวิทยุของ เจ็ท (ว่าน เอเอฟ) ฟ้าจึงได้รู้จักกับ หลังอาน (โก๊ะตี๋) ทำให้ฟ้าประทับใจ และลองคบหาดู  แต่เมื่อต้องมาคอยดูแลแม่ของหลังอาน (ฉันทนา กิติยาพันธุ์) ทำให้ฟ้ารู้สึกท้อและเริ่มทบทวนความรักของตนกับหลังอานอีกครั้ง

เง็ก (รมิตา มหาพฤกษ์พงศ์) น้องสาวง้อ กำลังอยู่ในช่วงระหว่างการตัดสินใจที่จะคบกับ พี่หมี ที่คอยเอาใจอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ อุ่น (โทนี่ รากแก่น) เพื่อนสนิทก็เริ่มรู้สึกแอบชอบเง็ก แต่ไม่ยอมบอก ในขณะที่ เจ็ท เองก็เริ่มเข้ามาผัวพันด้วย ทั้งสามแม้จะเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่คงต้องมีใครสักคนเป็นคนผิดหวัง และสุดท้าย ฟิน (บีม กวี) หนุ่มคนไข้โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ที่มี ดี้ (จ๋า ณัฐฐาวีรนุช) เป็นหมอรักษาที่แม้จะขี้เล่น แต่ก็ทำให้ใจของ ฟิน เริ่มคิดและพิจารณาว่าจะจีบหมอดีหรือไม่ดี

ส.ค.ส. สวีทตี้ ว่าด้วยประเด็นของเรื่องราวความรักที่หลากหลายของแต่ละคู่ ที่ทุกคนต่างก็อยากได้ใครสักคนที่เรารักและเขาก็รักเรา บ้างคนก็ต้องการใครสักคนที่พึ่งพิงได้ หรือสามารถฝากฝังทั้งตัวและหัวใจเอาไว้ได้เช่นกัน ทั้งหมดของเรื่องราวคราวรักเกิดขึ้นกับคนบางคน ในช่วงค่ำคืนก่อนวันคริสต์มาสต์และจบลงในวันแห่งความรัก

หนังใหม่จากฝีมือการกำกับและเขียนบทของ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ (แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า, 32 ธันวา และสุดเขตต์สเลดเป็ด) ที่เข้าฉายส่งท้ายปลายปีเป็นประจำทุกๆ ปี ส.ค.ส สวิตตี้ เป็นหนังที่ดูง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่หวังรางวัล (เพราะไม่ได้ดีขนาดเข้าชิงรางวัล) แต่ก็มีเสน่ห์ที่ผู้ชมเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย อาศัยการผูกเรื่องราวอย่างง่ายๆ มีหยดมุขฮาบ้าง แป๊กบ้าง ใช้ภาษาหนังง่ายๆ ไม่ขั้นเทพขนาดปีบันไดดู ทำให้เวลาดูหนังของ ยอร์ช ทุกเรื่องเป็นหนังที่ดูสบายๆ ในอารมณ์ซิลด์ๆ หากใครกำลังมองหาหนังดูง่ายๆ ไม่ต้องคิดมากสักเรื่อง ส.ค.ส สวิตตี้ ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่เหมือนกัน

Real Steel (2011)

Posted in Movie Mania on มกราคม 2, 2012 by chubbytid

Photobucket

ชาร์ลีย์ เคนตัน (ฮิวจ์ แจ็คแมน) นักมวยตกอับ ด้วยงานของเขาถูกแย่งไปโดยหุ่นยนต์เหล็ก 8 ชาร์ลีย์จึงจำเป็นต้องยังชีพด้วยการเป็นโปรโมเตอร์มวยหุ่นยนต์เล็กๆ เขาหาเงินได้พอเลี้ยงตัวเองจากการจับหุ่นกระจอกมายำรวมกัน และเดินทางจากสังเวียนผ้าใบใต้ดินแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง เพื่อเงินรางวัลที่เขาสามารถรีดเอาจากหุ่นกระป๋องของเขาได้ วันหนึ่งเมื่อ แม็กซ์ (ดาโกต้า โกโย) ลูกชายวัย 10 ขวบที่เหินห่างจากเขา ก็กลับเข้ามาในชีวิตเขาแบบไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว คู่พ่อลูกที่เหินห่างกันคู่นี้จำต้องมาอยู่ร่วมกันอย่างเสียไม่ได้ เมื่อวันหนึ่งทั้งคู่ไปพบ อะตอม หุ่นเทรนเนอร์หมดสภาพ ทั้งคู่ช่วยกันซ่อมแซมและฝึกหุ่นยนต์กระป๋องตัวหนึ่งให้กลายเป็นผู้ท้าชิงฝีมือเยี่ยม เมื่อเดิมพันในสังเวียนที่ไร้ขีดจำกัดและไร้ปรานีสูงขึ้น ชาร์ลีย์ก็ได้โอกาสครั้งสุดท้ายที่จะหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่ พร้อมๆ กับประสานรอยร้าวระหว่างลูกชายและตนเอง

Real Steel เป็นผลงานกำกับล่าสุดของ ชอวน์ เลวี่ (Night at the Museum 1-2, Date Night และ The Pink Panther) โดยอิงจากเรื่องสั้นในปี 1956 เรื่อง Steel ที่เขียนโดย ริชาร์ด มาธิสัน โดยมีทั้งสตีเว่น สปีลเบิร์ก และ โรเบิร์ต เซเมคิส รับผิดชอบในส่วนผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร

แม้ Real Steel จะเลือกเดินตามสูตรสำเร็จ และเอาหนังหลายๆ เรื่องมายำรวมกัน แต่ด้วยความจัดจ้านทางด้านการนำเสนอ ที่ใช้สิ่งอื่นมาทดแทน นั้นก็คือ เทคนิคพิเศษ ที่ทำให้เราเห็นหุ่นสองตัวเหมือนกับนักมวยที่ชกกันจริงๆ บนสังเวียน รวมถึงลีลาการนำเสนอของผู้กำกับ ที่รู้ว่าศักยภาพของหนังคืออะไร และอะไรที่คนดูอยากเห็น หนังใช้การต่อสู้ของหุ่นยนต์บนผืนผ้าใบ เป็นเสมือนส่วนเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของ ชาร์ลีย์ แม้ว่ามันจะไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า เมื่อ แม็กซ์ และ อะตอม เข้ามาในชีวิต ก็ทำให้ชาร์ลีย์เริ่มตระหนักว่า อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ ในขณะที่แม็กซ์ ที่แม้จะไม่ถูกชะตากับชาร์ลีย์ แต่ลึกๆ เขาต้องการพ่อที่เข้าใจตัวตนของเขา ส่วน อะตอม เป็นเสมือนสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ชาร์ลีย์ ยังมีดีพอไม่เป็นเพียง Looser ในสายตาของใครต่อใคร

ฮิวจ์ แจ็คแมน ดูเข้ากับบทนักมวยตกอับ เพียงแต่หนังปูพื้นหลังของชาร์ลีย์น้อยไปสักหน่อย โดยเฉพาะเหตุผลที่ทำให้เขาเลิกชกมวยในช่วงที่เขาท๊อปฟอร์ม หากหนังสามารถเพิ่มรายละเอียดตรงนี้เขามา อาจจะทำให้ตัวละครอย่างชาร์ลีย์มีมิติมากขึ้นกว่านี้ ส่วน ดาโกต้า โกโย กับการแสดงที่เป็นธรรมชาติมาก เรียกได้ว่าขึ้นกล้อง และเป็นตัวขโมยซีนในทุกฉากเลยก็ว่าได้ ส่วนงานด้านเทคนิคทั้ง สต๊อป โมชั่น และคอมพิวเตอร์ซีจี สอบผ่านในขั้นยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ในขณะที่บทสรุปของหนังแม้จะไม่เอาใจตลาดมากนัก แต่ก็ไม่ยากเกินความคาดหมาย หากใครยังคงประทับใจหนังอย่าง Rocky หรือหนังที่ให้กำลังใจเรื่องอื่นๆ แล้วละก็ ก็ไม่น่าจะพลาดหนังอย่าง Real Steel เช่นกัน

Sherlock Holmes: A Game of Shadows (2011)

Posted in Movie Mania on ธันวาคม 21, 2011 by chubbytid

Photobucket

เชอร์ล็อค โฮล์มส (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ยอดนักสืบผู้ที่ชาญฉลาดที่สุดในวงการ จนกระทั่งมีอาชญากรจอมบงการคนใหม่ที่ปรากฏตัวออกมาอย่าง ศจ. เจมส์ มอริอาตี้ (จาเร็ด แฮร์ริส) และไม่ใช่แค่สติปัญญาของเขาที่เทียบเท่ากับโฮล์มส แต่ความสามารถในด้านชั่วร้ายด้วย ควบคู่ไปกับการขาดความรู้จักผิดชอบชั่วดีอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจริงๆ แล้วอาจทำให้เขาช่วงชิงผลประโยชน์ไปจากนักสืบผู้เลื่องชื่อได้ เมื่อพบการสิ้นพระชนม์ของฟ้าชายแห่งออสเตรีย การวิเคราะห์หลักฐานที่ตีความโดยสารวัตเลอสตราด (เอ็ดดี้ มาร์แซน) ชี้ว่าเป็นฆ่าตัวตาย แต่เชอร์ล็อค โฮล์มส พิจารณาว่าเจ้าชายถูกลอบสังหาร ซึ่งเป็นการสังหารที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่และมีความสำคัญมาก ที่มีการวางแผนโดยศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้เพียงผู้เดียว โฮล์มสติดตามเบาะแสไปยังคลับใต้ดินสำหรับชายหนุ่ม ที่เขาและ มายครอฟต์ โฮล์มส พี่ชายของเขา (สตีเฟ่น ฟราย) ดื่มอวยพรให้กับ ดร.วัตสัน (จู๊ด ลอว์) ในคืนฉลองวันโสดช่วงสุดท้าย ซึ่งที่นั่นโฮล์มสได้บังเอิญพบกับซิม (นูมิ เรเพซ) หมอดูไพ่ยิปซีผู้พบเห็นอะไรมากกว่าที่เธอบอก ทำให้เธอเป็นเป้าหมายรายต่อไปของฆาตกร การสอบสวนกลับอันตรายมากยิ่งขึ้น เมื่อมันพาโฮล์มส วัตสันและซิมข้ามทวีปจากอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เยอรมัน และสวิตเซอร์แลนด์ในท้ายที่สุด แต่มอริอาร์ตี้จอมเจ้าเล่ห์อยู่เหนือกว่า 1 ก้าวเสมอ หากเขาทำสำเร็จมันมันจะเปลี่ยนทิศทางแห่งประวัติศาสตร์

Sherlock Holmes: A Game of Shadows เป็นผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ กาย ริชชี่ (Sherlock Holmes, Snatch และ Lock, Stock and Two Smoking Barrels) โดยเป็นการกลับมารับบทเดิมอีกครั้งของ โรเบิร์ต ดาวนีย์จูเนียร์ และจู๊ด ลอว์ ในบทคู่หู เชอร์ล็อค โฮล์มส และ ดร. วัตสัน โดยในภาคนี้ โฮล์มส ต้องเจอกับคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ แต่โหดเหี้ยมกว่ามากอย่าง ศจ. เจมส์ มอริอาตี้ อีกทั้งการต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของโฮล์มส ทำให้งานนี้มีความแค้นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

Sherlock Holmes: A Game of Shadows ยังคงสไตล์ของผู้กำกับ กาย ริชชี่ ที่มีมาแต่ภาคแรก เพียงแต่ในภาคนี้ดูจะขับแลเน้นมากขึ้นเป็นพิเศษ และยิ่งไม่ต้องมีการปูพื้นของตัวละครเหมือนกับภาคที่แล้ว ทำให้เหตุการณ์ในหนังเดินหน้าแบบนันสต๊อป รวมถึงฉากแอ๊คชั่นที่ทำออกมาในปริมาณจัดหนักกว่าภาคที่แล้ว ติดเพียงภูมิหลังของตัวร้ายอย่าง ศจ. เจมส์ มอริอาตี้ ดูจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าไหร่ ยังดีที่ จาเร็ด แฮร์ริส พยายามสร้างบุคลิกของตัวละครตัวนี้ในบุคลิกนิ่ง นุ่มลึก แต่อาศัยแววตาและน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความน่ากลัว โดยไม่ต้องแสดงกิริยาแบบโอเวอร์แอ๊คติ้ง ที่จะทำให้ตัวร้ายตัวนี้กลายเป็นตัวร้ายในหนังการ์ตูนไป อย่างไรก็ตาม Sherlock Holmes: A Game of Shadows ก็ยังคงเป็นหนังดีเชิงพาณิชยที่ดูสนุก พร้อมแง่คิดบางๆ ที่ว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่อาวุธ หรือเงินตรา แต่เป็นจิตใจของคนที่มองเห็นแต่ความละโมบคือสิ่งที่ตนเองต้องการเท่านั้น

Reign of Assassins (2010)

Posted in Movie Impression on ธันวาคม 18, 2011 by chubbytid

Photobucket

ซีหยู่ (เคลลี่ หลิน) คือนักฆ่าอันดับหนึ่งของกลุ่มศิลาดำ ภารกิจชิ้นล่าสุดของเธอ ก็คือการลอบสังหาร จางไห่ต้วน ผู้สำเร็จราชการระดับสูง เพื่อแย่งชิงซากของ โพธิ (ที่ลือกันว่าซากของเขาอัดแน่นไปด้วยความลับที่สามารถใช้ครองยุทธจักรได้) ปรากฏว่าลูกชายของ จาง อย่าง เหยินเฟิง (กั๋วเซี่ยวตง) ก็ถูกโจมตีและเหมือนว่าจะถูกสังหารด้วยน้ำมือของ ซีหยู่ และกลุ่มนักฆ่าคนอื่น ระหว่างหลบหนี ซีหยู่ ได้พบกับนักบวชชื่อ หลูจู่ (หลี่จงฮั่น) ผู้ซึ่งยอมสละชีวิตเพื่อให้เธอกลับใจและสำนึกบาปที่ทำมา ทำให้ ซีหยู่ ตัดสินใจที่จะทิ้งชีวิตนักฆ่าและหลบหนีจากกลุ่มศิลาดำ ซีหยู่ ได้นำซากของ โพธิ ไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัยที่วัดแห่งหนึ่ง จากนั้นเธอไปหา หลี่ หมอเทวดา เพื่อสร้างตัวตนและใบหน้าใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น เจิ้งจิง (มิเชล โหยว) ที่กรุงปักกิ่ง เจิ้ง พบและตกหลุมรักกับ เจียง (จุง วู-ซุง) คนส่งสารที่อ่อนโยน อย่างไรก็ตามอดีตก็ได้ตามมาหลอกหลอนเธอ เมื่อกลุ่มศิลาดำออกประกาศให้รางวัลอย่างงดงาม สำหรับผู้ที่ซากของ โพธิ และ ซีหยู่

เมื่ออดีตอันเลวร้ายของตัวเองได้เดินทางมาบรรจบกับชีวิตเธออีกครั้ง เมื่อหัวหน้าของกลุ่มศิลาดำ (หวังซูฉี) มอบหมายให้สามมือสังหารฝีมือดีที่สุดของกลุ่ม ประกอบไปด้วย เล่ยปิน (หยูเหวินเล่อ), จ้านฉิง (ต้าเอส) และ พ่อมด (ลีออน ไต้) สังหารคนรอบตัวของ เจิ้ง เพื่อเป็นการเตือน และมอบข้อเสนอให้กับเธอว่าให้ส่งซากของ โพธิ หรือว่าจะถูกฆ่าไปพร้อมกันทุกคน ถึงแม้ว่า เจิ้ง ได้ยอมจำนนและส่งซากให้แล้ว แต่หัวหน้ากลุ่มศิลาดำคิดจะสังหาร เจิ้ง เธอจึงหลบหนีมาได้อย่างหวุดหวิดและกลับบ้านไปเพื่อจะพา เจียง หนีไปด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม ตัวตนที่แท้จริงของ เจียง ก็ได้ถูกเปิดเผย และจุดมุ่งหมายของเขาก็คือการได้เผชิญหน้าศิลาดำเพื่อล้างแค้น

Reign of Assassins เป็นผลงานอำนวยการสร้างโดย จอห์น วู ร่วมกับ จางเจียจิ้ง กำกับโดย ซูเจ้าปิน และเพราะอำนวยการสร้างโดยจอห์น วู ทำให้ Reign of Assassins มีกลิ่นอายหนังในสไตล์ของจอห์น วู อยู่ทุกอณู จนอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า เป็นผลงานกำกับของจอห์น วู ได้เหมือนกัน (ซึ่งบ้านเราก็ใช้แผนการตลาดในลักษณะเช่นนี้) แม้ Reign of Assassins จะเหมือนหนังกำลังภายในทั่วไป แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง นั้นคือ หนังบอกเล่าถึงการให้อภัย และการปล่อยวาง มีการเน้นเชิงดรามาเข้ามาในปริมาณที่พอเหมาะ และสร้างประเด็นของความรักเป็นประเด็นย่อยๆ ที่ไม่ค่อยเห็นสักเท่าไหร่ในหนังแนวนี้มากนัก นอกจากนี้หนังยังคงเสน่ห์ในแบบหนังกำลังภายในที่เน้นการใช้สลิง และสตั๊นท์แมนมากกว่าเน้นสเปชเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ รวมถึงฉากที่เน้นความเรียบง่าย ที่นับวันจะหาดูได้น้อย แต่ที่สำคัญ มิเซล โหยว เปล่งประกายในทุกฉากที่ปรากฎจริงๆ

Mission Impossible Ghost Protocol (2011)

Posted in Movie Mania on ธันวาคม 17, 2011 by chubbytid

Photobucket

หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่เครมลิน ประเทศรัสเซีย ทุกฝ่ายต่างโยนความผิดให้กับ อีธาน ฮันต์ (ทอม ครูซ) และหน่วยงามลับไอเอ็มเอฟ เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเริ่มปฎิบัติการไร้เงา หน่วยงามไอเอ็มเอฟจึงกลายเป็นหน่วยงานที่ไม่มีตัวตนในทันที อีธานที่ตกอยู่ในสภาพไร้ทางออกและไม่มีผู้สนับสนุน เขาต้องหาหนทางล้างมลทินให้กับตนเองและหน่วยงานของเขา รวมถึงค้นหาผู้ก่อการร้ายตัวจริง โดยได้รับความร่วมมือจากเพื่อนๆ ในหน่วยงามไอเอ็มเอฟที่ยังเหลืออยู่ ได้แก่ แบรนต์ (เจเรมี เรนเนอร์) เบนจี (ไซม่อน เพกก์) และ เจน (พอลลา แพตตัน) ซึ่งต่างมีแรงจูงใจส่วนตัวที่อีธานไม่อาจล่วงรู้ได้

ถือเป็นตอนที่ 4 สำหรับหนังสายลับเฟรนชายน์ที่นำมาจากซีรีย์ทางโทรทัศน์อันโด่งดัง (1966-1973) โดยในภาค Ghost Protocol ได้ แบรด เบิร์ท (The Iron Giant, The Incredibles และ Ratatouille) ซึ่งถือเป็นหนังที่ใช้คนแสดงเรื่องแรกของ แบรด เบิร์ท เพราะเขาเคยกำกับมาแต่หนังอนิเมชั่นมาก่อนหน้านี้ โดยเป็นการกลับมารับบทที่สร้างชื่อให้กับตนเองในบท อีธาน ฮันต์ เป็นครั้งที่ 4 ของ ทอม ครูซ ด้วย

แบรดสอบผ่านกับการกำกับหนังที่ใช้คนแสดงเป็นเรื่องแรก และยังสามารถสร้างความตื่นเต้น บวกกับความสนุก โดยใช่มุขตลกในจังหวะที่เหมาะสมและลงตัว หนังเน้นในบรรยากาศของหนังแนวสายลับจารกรรมตามแบบฉบับที่ Mission Impossible ควรจะเป็น โดยเน้นความสมจริงมากกว่าจะเน้นยุทโธปกรณ์ไฮเทค หนังมีฉากแอคชั่นเสี่ยงตายอยู่ประปราย รวมถึงการแจกแจงความเด่นและสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน และโดดเด่นไม่แพ้กัน (ไซม่อน เพกก์ กับการแสดงที่ขโมยซีนในทุกฉากที่ปรากฎ) หนังใช้โลเคชั่นของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าบทหนังในบางช่วงจะดูไม่ค่อยมีเหตุมีผลสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่า Mission Impossible Ghost Protocol สามารถสร้างความสนุกสนานและความมันส์สะใจให้กับผู้ชมได้อย่างเต็มที่

Gran Torino (2008)

Posted in Movie Impression on ธันวาคม 13, 2011 by chubbytid

Photobucket

วอลต์ โควาลสกี (คลิ้นต์ อีสต์วูด) นายทหารวัยปลดเกษียรณจากสงครามเกาหลีเพิ่งสูญเสียภรรยาไป เขากับลูกชายอีกสองคนมีความสัมพันธ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก วอลต์เป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน เขามีเพียงหมาพันธ์ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์อย่าง เดซี่ เป็นเพื่อนเท่านั้น วอลต์เองอาศัยอยู่ในย่านชนชั้นแรงงานของ ไฮห์แลนด์ พาร์ก ในรัฐมิชิแกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชนชาติอื่นอาศัยอยู่ เพื่อนบ้านของวอลต์เป็นครอบครัวชาวม้งที่เพิ่งย้ายมา ในตอนแรกวอลต์ไม่อยากสุงสิงหรือเสวนาด้วย แต่เมื่อ เธา (บี แวง) เด็กหนุ่มข้างบ้านพยายามขโมยรถ แกรนด์ โทริโน ปี 1972 แต่ถูกจับได้ แม้วอลต์จะไม่เอาเรื่อง แต่ ซู (อาห์นีย์ เฮอร์) พี่สาวของเธายืนกรานจะให้น้องชายชดใช้ด้วยการทำงานช่วยเหลือวอลต์ ทำให้วอลต์เริ่มเรียนรู้ชีวิตของชนกลุ่มอื่น และเมื่อกลุ่มอันธพาลซึ่งเป็นญาติของเธาเริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวและชักชวนเขาให้เดินทางที่ผิด วอลต์จึงต้องออกโรงในการปกป้อง เธา และชุมชนของเขาไม่ได้มีอันตรายเกิดขึ้น

Gran Torino เป็นผลงานกำกับของ คลิ๊นต์ อีสต์วูด (Million Dollar Baby, The Bridge of Madison County, Unforgiven) เขียนบทโดย นิค สแนค์ โดยดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของเขาที่ร่วมเขียนกับ เดฟ โจฮานสัน หนังดำเนินเรื่องโดยเน้นประเด็นทางเชื้อชาติ และปัญหาในสังคมอเมริกันผ่านสายตาของวอลต์ หนังมีหลายฉากให้น่าจดจำ บวกกับการแสดงของดาราทำให้หนังแนวดราม่าเรื่องนี้เข้มข้นและไม่น่าเบื่อ

คลิ้นต์สร้างบุคลิกให้วอลต์เป็นพวกที่ดูถูกเหยียดเชื้อชาติ และเป็นคนขวางโลก แต่เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า วอลต์มีความรู้สึกผิดในบาปที่ตัวเองทำไว้ตั้งแต่ครั้งสมัยสงครามเกาหลี ทำให้เขาไม่อยากจะสุงสิงหรือข้องเกี่ยวกับใคร แต่เมื่อเธาเข้ามาในชีวิต มันทำให้วอลต์รู้สึกว่า การช่วยเหลือเธาจากแก๊งค์ชาวม้งเปรียบเสมือนการไถ่บาป ก่อนที่วอลต์จะไปจัดการกับแก๊งค์ชาวม้ง เขาไปสารภาพบาปที่โบสถ์กับหลวงพ่อ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้วอลต์ไม่เคยคิดที่จะมาสารภาพบาป ในตอนท้ายสิ่งที่วอลต์ทำนอกจากมันจะสร้างความสงบสุขให้กับชุมชนแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งไม่ให้เดินหลงผิด ฉากที่เธาขับรถแกรนด์ โทริโนไปตามถนน เปรียบเสมือนชีวิตที่เขาต้องเลือกเองต่อไปในอนาคต โดยไม่มีวอลต์คอยแนะแนวทางที่ถูกต้อง แต่เธาก็รู้แล้วว่า เขาควรจะเลือกไปทางไหน

Face/Off (1997)

Posted in Movie Impression on ธันวาคม 10, 2011 by chubbytid

Photobucket

เพื่อล้างแค้นให้กับ ไมเคิล ลูกชายที่เสียชีวิตโดยฝีมือของอาชญากรตัวเอ้ แคสเตอร์ ทอรย (นิโคลาส เคจ) ทำให้ ฌอน อาร์เชอร์ (จอห์น ทราโวลต้า) หมกหมุ่นอยู่กับการตามล่า ทรอย อย่าเอาเป็นเอาตาย จนทำให้เขามีปัญหาครอบครัวกับ อีฟ (โจน อัลเลน) และ เจมี่ (โดมินิค สวอน) ซึ่งเป็นภรรยาและลูกสาว กระทั่งวันหนึ่งเมื่อ ฌอน บุกจับ ทรอย ทั้งคู่ได้ยิงปะทะกัน และจากอุบัติเหตุทำให้ทรอย ที่ ฌอน คิดว่าตายไปแล้วอยู่ในสภาพเจ้าชายนินทรา ต่อมาเมื่อเอฟบีไอสืบทราบมาว่าก่อนตาย แคสเตอร์ ได้ตั้งระเบิดอนุภาพสูงเอาไว้ในสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ฌอนจึงต้องสวมบทเป็นแคสเตอร์ โดยอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ในการสลับหน้าทั้งสองคน เพื่อเข้าไปสืบหาเรื่องระเบิดจาก พอลแลกซ์ น้องชายของทรอย แต่เมื่อทรอยฟื้นขึ้นมาจากโคมาและรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จึงเริ่มสวมบทบาทแทน ฌอน ทำให้ปฎิบัติการไล่ล่าเพื่อเรียกตัวตนที่แท้จริงของฌอนจึงเริ่มต้นขึ้น

Face/Off เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สาม (หนังใหญ่) ของผู้กำกับฮ่องกงที่คนไทยรู้จักกันดีนาม จอห์น วู (โหดเลวดี 1-2, กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกะโหลก, โหดตัดโหด, ทะลักจุดแตก, Hard Target, Broken Arrow, Mission Impossible II และ Red Cliff) ซึ่งเป็นใบเบิกทาง (หลังจากสองเรื่องก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จแบบท่วมๆ) ในการได้เป็นผู้กำกับหนังแอคชั่นสุดมันส์ประจำปี 2000 อย่าง Mission Impossible II ก่อนจะแป๊กจากหนัง 2 เรื่องหลังจากนั้นอย่าง Windtalkers และ Paycheck

จุดเด่นของ Face/Off ที่มีเนื้อหาตำรวจไล่ล่าผู้ร้ายดาษๆ ทั่วไปก็คือ ความโม้แบบสุดขั้ว (การเปลี่ยนหน้าเนี้ยะนะ คิดได้ไง) โดยเป็นความโม้ที่ผู้ชมพร้อมใจกันรับได้ และมันส์ไปกับฉากแอคชั่นที่มีอยู่เป็นช่วงๆ และจัดหนักกับฉากเรือไล่ล่าในแม่น้ำตอนท้าย แม้บทหนังจะมีช่องโหว่อยู่ประปราย แต่ด้วยสไตล์เฉพาะของ จอห์น วู ที่จัดหนัก (หนักขึ้นใน Mission Impossible II) บวกกับการแสดงของจอห์น ทราโวลต้า และนิโคลาส เคจ ที่ต่างสวมบทบาทได้เนียน เหมือนกระจกที่ส่องตัวตนอีกด้านของแต่ละคน (จะเห็นว่าหนังมีการใช้กระจกและภาพสะท้อนอยู่บ่อยครั้ง) เพียงพอจะกลบช่องโหว่ที่ว่าได้ หนังเน้นประเด็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว คือการเสียไมเคิลทำให้ฌอนเพียรโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ จนทำให้ชีวิตครอบครัวเกือบจะล่มสลายและเกือบจะเสียลูกสาวไปอีกคน ซึ่งหากฌอนยอมให้อภัยและยอมรับความจริง เขาก็จะไม่ประสบปัญหาจนนำไปสู่ความวุ่นวาย ในตอนท้ายการที่เขาเลือกรับเลี้ยงอดัม ลูกของทรอย มันคือการที่เขายอมรับความจริงที่เกิดขึ้น และการให้อภัยตัวเองอย่างแท้จริง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.